ในการลงทุนยุคปัจจุบัน ไม่ว่าคุณจะเริ่มเทรดหุ้น เปิดบัญชี Forex หรืออยากจะเทรดบิทคอยน์ หนึ่งในคำที่คุณเห็นบ่อยที่สุดคือ “Leverage” เพราะนี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ตลาดอนุพันธ์แตกต่างจากการซื้อขายสินทรัพย์แบบปกติอย่างสิ้นเชิง หลายคนมองว่า Leverage คือเครื่องเร่งสร้างผลตอบแทนที่ช่วยต่อยอดเงินทุนก้อนเล็กให้เพิ่มพูนอย่างไว ในอีกมุมหนึ่ง มันคือสาเหตุที่ทำให้นักเทรดมือใหม่จำนวนมากพอร์ตเสียหายจนตั้งหลักไม่ทัน หากยังไม่เข้าใจธรรมชาติของมันดีพอ
วันนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จัก Leverage แบบลงลึก ตั้งแต่พื้นฐาน วิธีคำนวณ ความต่างของเลเวอเรจในแต่ละตลาด จนถึงหลักการใช้เลเวอเรจอย่างปลอดภัย เพื่อให้คุณควบคุมความเสี่ยงได้เหมือนนักเทรดอาชีพ และใช้เครื่องมือนี้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
Leverage คืออะไร อธิบายแบบเข้าใจทันที
ถ้าดูตามความหมายดั้งเดิม เลเวอเรจ (Leverage) คือ “คานผ่อนแรง” ที่ช่วยให้เรายกของหนักได้ง่ายขึ้น ส่วนโลกการเงิน Leverage คือเครื่องมือที่ทำให้คุณมีอำนาจซื้อสูงกว่าเงินที่คุณมีอยู่จริง คล้ายการขยายพลังการซื้อของคุณ
ลองมองผ่านตัวอย่างง่ายที่สุดอย่างการซื้ออสังหาริมทรัพย์ สมมติคุณอยากซื้อคอนโดราคา 3 ล้านบาท แต่มีเงินเก็บเพียง 3 แสนบาท คุณจึงวางเงินดาวน์ 10% และให้ธนาคารช่วยเติมอีก 90% เพื่อปิดราคาเต็ม นี่คือการใช้ Leverage ในอัตรา 1:10 เพราะคุณใช้เงินเพียงส่วนหนึ่งเพื่อครอบครองสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามากกว่าทุนที่คุณมีอยู่หลายเท่า
ตลาด Forex, TFEX หรือตลาดคริปโตฯ ใช้หลักการเดียวกัน คุณวางเงินประกันเพียงบางส่วนเพื่อถือสัญญาที่มีมูลค่าใหญ่กว่าเงินในกระเป๋าคุณ เงินประกันก้อนนี้เราเรียกว่ามาร์จิ้น (Margin)
ความสัมพันธ์ระหว่าง Leverage และ Margin
Leverage และ Margin เป็นของคู่กัน เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน ถ้าคุณใช้ Leverage สูงขึ้น เงิน Margin ก็จะลดลง และถ้าใช้ Leverage ต่ำลง Margin ก็ต้องเพิ่มขึ้นตาม
Leverage คือจำนวนเท่าที่ขยายอำนาจซื้อของคุณ เช่น 1:100 หรือ 1:500
Margin คือเงินประกันขั้นต่ำที่มีเพื่อจะเปิดออเดอร์หนึ่งครั้ง
สูตรพื้นฐานมีเพียงประโยคเดียว: เงินหลักประกัน = มูลค่าสัญญา ÷ Leverage
หลายคนชอบ Leverage สูงเพราะใช้เงินที่เรามีเพียงน้อยนิด แต่สามารถซื้อสัญญาขนาดใหญ่ แต่คำถามคือ ถ้าราคาแกว่งผิดทางเพียงนิดเดียว คุณพร้อมรับแรงเหวี่ยงที่สูงขึ้นด้วยหรือเปล่า
มาดูตัวอย่างการคำนวณ Leverage
ลองดูสถานการณ์ง่าย ๆ สมมติคุณต้องการซื้อสินทรัพย์มูลค่า 100,000 บาท มีสองวิธีคือซื้อด้วยเงินสดเต็มจำนวน กับใช้ Leverage 1:10
| สถานการณ์ | ซื้อด้วยเงินสด (Cash 100%) | ใช้ Leverage 1:10 |
| มูลค่าสินทรัพย์ | 100,000 บาท | 100,000 บาท |
| เงินทุนที่ต้องใช้ (Margin) | 100,000 บาท | 10,000 บาท |
| กรณีราคาขึ้น 5% | กำไร 5,000 บาท | กำไร 5,000 บาท |
| % ผลตอบแทน (ROI) | บวก 5% ของเงินต้น | บวก 50% ของเงินต้น |
| กรณีราคาลง 5% | ขาดทุน 5,000 บาท | ขาดทุน 5,000 บาท |
| % ผลขาดทุน (ROI) | ลบ 5% ของเงินต้น | ลบ 50% ของเงินต้น |
| เงินทุนคงเหลือ | 95,000 บาท | 5,000 บาท |
เห็นไหมว่าเพียงราคาขยับเล็กน้อย ผลกระทบกลับขยายตัวอย่างรุนแรง นี่แหละคือนิสัยของ Leverage
เปรียบเทียบ Leverage ของแต่ละตลาด: Forex, TFEX และคริปโตฯ
แต่ละตลาดมีระดับ Leverage ไม่เท่ากัน เพราะความเสี่ยงและกฎเกณฑ์แตกต่างกันมาก
TFEX และหุ้นไทย
- Leverage มักอยู่ประมาณ 1:10 ถึง 1:25
- มีการกำหนดเงินหลักประกันที่ชัดเจนโดยตลาด
- การเปลี่ยนแปลง Margin เกิดขึ้นตามความผันผวน เช่น SET50, Gold Futures
TFEX ถูกกำกับดูแลโดยตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า มีกฎระเบียบที่ชัดเจนเพื่อป้องกันความเสี่ยง
Forex
- Leverage สูงที่สุดในบรรดาตลาดที่นักลงทุนไทยนิยม
- บางโบรกเกอร์ 1:100, 1:500 จนถึง 1:2000
- โบรกเกอร์จำนวนมากใช้ Leverage สูงเป็นจุดขาย
- ความเสี่ยงถูก Stop Out ก็สูงตาม
ควรเลือกโบรกเกอร์ Forex ที่มีใบอนุญาตและมีหน่วยงานกำกับดูแล ใบอนุญาตที่มีความน่าเชื่อถือสูง เช่น ASIC (ออสเตรเลีย) FCA (อังกฤษ) หรือ CySEC (ไซปรัส)
ตลาดคริปโตฯ
- ส่วนใหญ่เลเวอเรจ 1:20 ถึง 1:125
- แต่ด้วยความผันผวนของเหรียญดิจิทัลที่สูงอยู่แล้ว แม้ Leverage ไม่มากก็เสี่ยงกว่าตลาดอื่นอย่างชัดเจน
ลองนึกถึงตอนบิทคอยน์มีข่าวใหญ่ หรือมีเหรียญพุ่ง/ร่วงสิบเปอร์เซ็นต์เพียงไม่กี่วินาที คุณคิดว่าการถือสถานะด้วย Leverage สูงๆ จะปลอดภัยไหม
ดาบสองคมของ Leverage: ความเสี่ยงที่หลายคนมองข้าม
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของ Leverage ไม่ใช่การขาดทุนปกติ แต่คือการโดนบังคับปิดสถานะแบบไม่ทันตั้งตัว หรือที่หลายคนเรียกว่า Force Sell หรือ Stop Out
ถ้าผลขาดทุนลบกินเข้าเงินหลักประกันจนต่ำกว่าระดับที่ทางโบรกเกอร์กำหนด ระบบจะปิดออเดอร์คุณโดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้บัญชีติดลบ จังหวะนี้มือใหม่หลายคนถึงกับหน้าชาเพราะไม่ตั้งใจปิดเอง แต่ระบบตัดสินใจแทนคุณทันที
- Margin Call คือสัญญาณเตือนว่าเงินประกันเริ่มบาง
- Stop Out คือขั้นตอนสุดท้ายที่ระบบปิดให้เพื่อป้องกันบัญชีติดลบ
ยิ่งใช้ Leverage สูง แรงกดดันทางอารมณ์ยิ่งรุนแรงขึ้น เพราะกราฟขยับเพียงไม่กี่จุดก็ทำให้ผลกำไรหรือขาดทุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว เคยสังเกตไหมว่าเวลาถือออเดอร์ขนาดใหญ่ ใจเราจะเต้นเร็วกว่าปกติแทบทุกครั้ง
5 เทคนิคบริหารความเสี่ยงการใช้เลเวอเรจ
การใช้ Leverage ไม่ผิดนะ แต่การใช้แบบไม่วางแผนคือจุดเริ่มต้นของความเสียหาย นี่คือหลักที่นักเทรดอาชีพยึดถือ
- เลือกใช้ Leverage ให้ต่ำกว่าที่ทางโบรกเกอร์เสนอให้เรา
- ตั้ง Stop Loss ทุกครั้ง โดยเฉพาะเวลาตลาดผันผวน
- คำนวณ Position Size ให้เหมาะกับทุน และอย่าให้ความเสี่ยงต่อออเดอร์เกิน 1–2% ของพอร์ต
- ดูความผันผวนของสินทรัพย์ เช่น คู่เงินผันผวนสูงควรใช้ Leverage ต่ำ
- ระวังช่วงข่าวเศรษฐกิจสำคัญ เช่นดอกเบี้ย CPI NFP เพราะราคาอาจกระชากจนข้ามจุด Stop Loss หรือการ Slippage
ถ้าคุณสังเกตตลาดช่วงก่อนประกาศตัวเลข CPI จะเห็นว่ากราฟมักนิ่ง ๆ ราวกับนักลงทุนกำลังกลั้นหายใจรอผล นั่นเป็นช่วงที่เราไม่ควรจะใช้ Leverage สูงอย่างยิ่ง
มือใหม่ควรเลือก Leverage เท่าไหร่
แนวทางง่ายที่สุดคือ “เริ่มจากน้อยแล้วค่อยเพิ่มเมื่อมีประสบการณ์”
Leverage สูงไม่ใช่สัญลักษณ์ของความเก่ง แต่เป็นตัวชี้ว่าความเสี่ยงของคุณกำลังสูงขึ้นเท่านั้น
TFEX / หุ้นไทย
- ใช้ตามเกณฑ์ตลาด
- ควรวางเงินมากกว่า Initial Margin เพื่อให้มีพื้นที่แกว่ง
Forex / คริปโต
- สำหรับมือใหม่ ไม่ควรใช้เกิน 1:100
- หรือจำกัดขนาดออเดอร์ ให้เทียบเท่า Leverage 1:10 ถึง 1:20
Leverage คือเครื่องมือ ไม่ใช่กลยุทธ์ ถ้าใช้ถูกจังหวะ มันช่วยให้ความเกิดความมั่งคั่งอย่างไว แต่ถ้าใช้ผิดทาง มันสามารถทำให้เงินหายเร็วพอ ๆ กัน
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน หรือวิชาชีพใด ๆ ข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ปรากฏไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำหรือการชักชวนจาก Moneta Markets หรือผู้เขียน ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนตัดสินใจลงทุน

