RSI หรือ Relative Strength Index เป็นหนึ่งในอินดิเคเตอร์สำหรับดูโมเมนตัมที่นักเทรดไทยนิยมใช้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นไทย (SET) หรือ Forex จุดเด่นของ RSI คือสามารถบอกความเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางราคา และสภาวะที่ตลาดเริ่มเข้าสู่จุดซื้อมากเกิน หรือขายมากเกิน ซึ่งมักเป็นสัญญาณเตือนการกลับตัวที่สำคัญ
วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจสูตรคำนวณ RSI ทีละขั้นตอน จนถึงวิธีการอ่านและตีความ สอนกลยุทธ์ Divergence ขั้นสูงแบบที่นักเทรดมือโปรเค้าใช้งานกัน
พื้นฐานของ Relative Strength Index (RSI)
RSI เป็นอินดิเคเตอร์ที่ J. Welles Wilder Jr. พัฒนาขึ้นเพื่อวัดความแข็งแกร่งของแรงซื้อและแรงขายในช่วงเวลาที่กำหนด โดยแสดงผลเป็นเส้นที่เคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 0-100 ยิ่งค่าอยู่สูงมาก ยิ่งสะท้อนโมเมนตัมขาขึ้นที่รุนแรง ส่วนค่าที่ลดต่ำมากบ่งชี้ว่าแรงขายกำลังมีอิทธิพลเหนือกว่า
โดยปกตินักเทรดจะใช้ RSI ดูจุดที่ตลาดอาจเริ่มอิ่มตัว และมีแนวโน้มจะกลับตัว เพราะเมื่อโมเมนตัมเริ่มอ่อนแรง RSI จะตอบสนองก่อนที่ราคาในกราฟจะกลับตัวจริง
คู่มือเจาะลึกการคำนวณ RSI Calculation
ขั้นตอนการคำนวณ RSI มีความละเอียดอยู่พอสมควร โดยเฉพาะช่วงการคำนวณค่าเฉลี่ยที่เป็นหัวใจสำคัญของสูตร
1) คำนวณกำไรและขาดทุนของแต่ละแท่ง (Gain/Loss)
ตั้งค่า Period ตามต้องการ (ค่าเริ่มต้นคือ 14) จากนั้นเปรียบเทียบราคาปิดวันนี้กับเมื่อวาน
- ถ้าราคาปิดสูงขึ้น นับเป็น Gain ส่วน Loss เป็นศูนย์
- ถ้าราคาปิดลดลง นับเป็น Loss และ Gain เป็นศูนย์
(ค่าของ Loss จะบันทึกเป็นจำนวนบวก เพื่อดำเนินการต่อในขั้นตอนเฉลี่ย)
2) หา Average Gain และ Average Loss ครั้งแรก
ใช้การเฉลี่ยธรรมดา (Simple Average) ในช่วง 14 แท่งแรก
- Average Gain = ผลรวม Gain ของ 14 แท่งแรก / 14
- Average Loss = ผลรวม Loss ของ 14 แท่งแรก / 14
ค่าเฉลี่ยชุดนี้จะเป็นพื้นฐานของการคำนวณค่า RSI ในแท่งถัดมา
3) คำนวณค่าเฉลี่ยแท่งถัดมาด้วย Smoothed Average
พอเข้าสู่แท่งที่ 15 เป็นต้นมา Wilder ใช้การเฉลี่ยแบบปรับเรียบ เพื่อทำให้ค่ามีความต่อเนื่องและไม่ผันผวนเกิน
- Average Gain วันนี้ = (Average Gain เมื่อวาน x 13 + Current Gain) / 14
- Average Loss วันนี้ = (Average Loss เมื่อวาน x 13 + Current Loss) / 14
การคูณด้วย 13 และหารด้วย 14 เป็นการผสานค่าของวันก่อนกับค่าล่าสุดให้เกิดความลื่นไหล เป็นเอกลักษณ์ของ RSI
4) คำนวณค่า Relative Strength (RS)
นำค่าเฉลี่ยมาหาอัตราส่วน เพื่อหาค่า RS
RS = Average Gain / Average Loss
5) คำนวณ RSI ขั้นสุดท้าย
เมื่อได้ค่า RS แล้วจึงนำมาแปลงเป็น RSI ในช่วง 0-100
RSI = 100 – (100 / (1 + RS))
ตารางสรุปขั้นตอนคำนวณ RSI แบบกระชับ
| ขั้นตอน | รายละเอียด |
| 1 | หาผลต่างราคาปิดแต่ละวันเป็น Gain / Loss |
| 2 | คำนวณ Average Gain/Loss ครั้งแรกแบบ Simple Average |
| 3 | คำนวณ Average Gain/Loss ถัดไปด้วย Smoothed Average |
| 4 | หาค่า RS = Average Gain / Average Loss |
| 5 | คำนวณ RSI = 100 − (100 / (1 + RS)) |
ตัวอย่างการคำนวณ (วันที่ 15)
เราจะใช้ตัวอย่างราคาปิดของหุ้นสมมติจากตลาด SET โดยคำนวณ RSI เองทีละขั้นตอนจากข้อมูลราคาปิดย้อนหลัง 15 วัน (หน่วย: บาท)
| วัน | ราคาปิด | เปลี่ยนแปลง | ราคาขึ้น (Gain) | ราคาลง (Loss) |
| 1 | 100.00 | – | – | – |
| 2 | 102.00 | +2.00 | 2.00 | 0.00 |
| 3 | 101.50 | -0.50 | 0.00 | 0.50 |
| 4 | 103.00 | +1.50 | 1.50 | 0.00 |
| 5 | 102.50 | -0.50 | 0.00 | 0.50 |
| 6 | 104.00 | +1.50 | 1.50 | 0.00 |
| 7 | 105.00 | +1.00 | 1.00 | 0.00 |
| 8 | 104.00 | -1.00 | 0.00 | 1.00 |
| 9 | 103.50 | -0.50 | 0.00 | 0.50 |
| 10 | 106.00 | +2.50 | 2.50 | 0.00 |
| 11 | 107.00 | +1.00 | 1.00 | 0.00 |
| 12 | 106.50 | -0.50 | 0.00 | 0.50 |
| 13 | 108.00 | +1.50 | 1.50 | 0.00 |
| 14 | 109.00 | +1.00 | 1.00 | 0.00 |
| รวม 14 วันแรก | – | – | 13.50 | 3.00 |
| 15 | 108.00 | -1.00 | 0.00 | 1.00 |
การคำนวณ RSI วันที่ 14 (Simple Average)
- ค่าเฉลี่ย Gain (14 วัน): 13.50 / 14 = 0.964
- ค่าเฉลี่ย Loss (14 วัน): 3.00 / 14 = 0.214
- RS (14): 0.964 / 0.214 = 4.505
- RSI (14): 100 – (100 / (1 + 4.505)) = 81.84
การตีความ: RSI วันที่ 14 สูงถึง 81.84 ซึ่งบ่งชี้ว่าราคาเข้าสู่เขต Overbought อย่างชัดเจน
การคำนวณ RSI วันที่ 15 (Smoothed Average)
เนื่องจากราคาวันที่ 15 ลดลง -1.00 บาท (Loss 1.00, Gain 0.00) เราจึงต้องใช้สูตร Smoothed Average:
- New Avg Gain (15): [(0.964 x 13) + 0.00] / 14 = 0.895
- New Avg Loss (15): [(0.214 x 13) + 1.00] / 14 = 0.270
- RS (15): 0.895 / 0.270 = 3.315
- RSI (15): 100 – (100 / (1 + 3.315)) = 76.82
การตีความ: ค่า RSI ลดลงจาก 81.84 เป็น 76.82 สะท้อนให้เห็นว่าโมเมนตัมขาขึ้นลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการที่ราคาปิดปรับตัวลงในวันที่ 15 และเป็นการยืนยันสัญญาณการขายบริเวณโซน Overbought
การตีความ RSI: โซนซื้อและขายมากเกิน
วิธีอ่าน RSI ที่ง่ายที่สุดคือการใช้ระดับ 70 และ 30 เพื่อบอกสภาวะสุดโต่งของราคา
1) สภาวะ Overbought (ซื้อมากเกิน)
- ระดับ: เมื่อ RSI เคลื่อนที่เหนือ 70
- สัญญาณ: บ่งชี้ว่าโมเมนตัมขาขึ้นสูงเกิน ราคาอาจถูกซื้อมากเกิน และมีทรงว่าจะเกิดการกลับตัวเป็นขาลง
- สัญญาณขาย: เมื่อ RSI ตัดกลับลงมาต่ำกว่า 70
2) สภาวะ Oversold (ขายมากเกิน)
- ระดับ: เมื่อ RSI เคลื่อนที่ต่ำกว่า 30
- สัญญาณ: บ่งชี้ว่าโมเมนตัมขาลงสูงมากเกิน ราคาอาจถูกขายมากเกิน และมีทรงว่าจะเกิดการกลับตัวเป็นขาขึ้น
- สัญญาณขาย: เมื่อ RSI ตัดกลับขึ้นมาเหนือ 30
3) เส้นกึ่งกลางระดับ 50
- RSI อยู่เหนือ 50 สะท้อนว่าตลาดยังมีแรงซื้อเป็นฝ่ายคุมเกม
- RSI อยู่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าแรงขายมีมากกว่า และแนวโน้มเอียงทางขาลง
แม้อาจดูเรียบง่าย แต่การใช้เส้นกึ่งกลาง 50 สามารถช่วยยืนยันแนวโน้ม โดยเฉพาะในตลาดที่ความผันผวนไม่มาก
การใช้งาน RSI ในกลยุทธ์เทรดจริง
แม้กฎ 70/30 จะอ่านง่ายที่สุด แต่การใช้ RSI ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต้องเข้าใจพฤติกรรมของตลาดในแต่ละช่วงเวลา โดยมี RSI เป็นตัวช่วยกำหนดจุดเข้าออกในหลายสถานการณ์
1) ใช้ยืนยันแนวโน้ม (Trend Confirmation)
ในตลาดขาขึ้น RSI มักแกว่งบริเวณเหนือเส้น 50 เป็นส่วนใหญ่ และการลงมาแตะ Oversold จะเกิดขึ้นยากกว่าปกติ การดึงตัวลงใกล้ระดับ 40–50 เป็นจุดที่นักเทรดบางกลุ่มใช้หาจังหวะเข้าซื้อ
ในตลาดขาลงก็ตรงกันข้าม RSI มักเคลื่อนตัวอยู่ด้านล่างของระดับ 50 และขึ้นมาแตะ Overbought ได้ยากกว่าเดิม จังหวะที่ RSI ดีด แต่ว่าไม่ผ่านระดับ 50 มักเป็นสัญญาณขายที่ดี
2) ใช้ดูแนวรับและแนวต้าน
นอกจากดูโมเมนตัมโดยตรงแล้ว RSI ยังช่วยยืนยันโซนแนวรับและแนวต้านอีกด้วย เช่น หากราคาเข้าใกล้แนวต้านสำคัญ และ RSI เกิด Overbought หรือเริ่มอ่อนแรงลง โอกาสที่ราคาจะกลับตัวมีสูงกว่าเดิม
การใช้งานเชิงลึก: Divergence และ Failure Swings
กลยุทธ์ทำกำไรที่ดีที่สุดของ RSI คือการใช้ Divergence เป็นสัญญาณเตือนการกลับตัวที่แม่นยำ
1) RSI Divergence (ความขัดแย้ง)
Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาและ RSI ไม่เคลื่อนไหวทางเดียวกัน แสดงว่าแรงผลักดันของราคาเริ่มอ่อนลง
Bullish Divergence (สัญญาณกลับตัวขึ้น)
- ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low)
- RSI ทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Higher Low)
- การตีความ: โมเมนตัมขาลงอ่อนแรงลงมาก สัญญาณกลับตัวเป็นขาขึ้น
Bearish Divergence (สัญญาณกลับตัวลง):
- ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High)
- RSI ทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง (Lower High)
- การตีความ: โมเมนตัมขาขึ้นอ่อนแรงลงมาก สัญญาณกลับตัวเป็นขาลง
Divergence คือหนึ่งในสัญญาณที่นักเทรดมืออาชีพให้ความสำคัญมาก เพราะมักเกิดก่อนที่ราคาในกราฟจะกลับตัวจริง
2) Failure Swings
Failure Swing เป็นรูปแบบที่เกิดจากเส้น RSI เอง ไม่จำเป็นต้องดูกราฟราคา เป็นสัญญาณกลับตัวที่รุนแรงกว่าโซน 70/30
ตัวอย่าง Bullish Failure Swing
- RSI ลดลงผ่านระดับ 30
- ดีดขึ้น
- ย่อตัวลงแต่ว่าไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่
- เมื่อ RSI กลับขึ้นมาทะลุจุดสูงสุดก่อนหน้านั้น ถือเป็นสัญญาณซื้อที่ค่อนข้างชัดเจน
รูปแบบนี้ทำงานดีกับตลาดที่เพิ่งจบช่วงขายหนัก เพราะสะท้อนว่าผู้ขายเริ่มหมดแรง
ใช้ RSI หรือ Stochastic ดีกว่า
ตารางเปรียบเทียบ RSI กับ Stochastic Oscillator ของสองอินดิเคเตอร์ด้านโมเมนตัมยอดนิยม
| ลักษณะ | Relative Strength Index (RSI) | Stochastic Oscillator |
| สิ่งที่วัด | วัดความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคา (กำไร vs. ขาดทุน) | วัดราคาปิดปัจจุบันเทียบกับช่วง High-Low ในอดีต |
| การตอบสนอง | ค่อนข้างนุ่มนวล เหมาะสำหรับแนวโน้มระยะกลาง | มีความไวกว่า เหมาะสำหรับระยะสั้นหรือตลาดไร้ทิศทาง |
| การใช้งานร่วมกัน | ใช้ RSI เพื่อระบุแนวโน้มและ Divergence | ใช้ Stochastic Oscillator เพื่อหาจุดเข้า/ออกที่แม่นยำ |
การใช้อินดิเคเตอร์ทั้งสองประกอบกัน ทำให้การหาจุดเข้าแม่นกว่าเดิม โดยเฉพาะกับตลาดที่ผันผวนระดับกลาง
เผยขุมพลังของ RSI
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการคำนวณ RSI ตั้งแต่การหา Average Gain/Loss จนถึงการใช้ Smoothed Average ทำให้เราสามารถตีความสัญญาณได้อย่างมีเหตุผล การใช้ RSI เพื่อระบุสภาวะ Overbought/Oversold โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองหา Divergence เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้นักเทรดไทยประสบความสำเร็จกับการเทรดเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน หรือวิชาชีพใด ๆ ข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ปรากฏไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำหรือการชักชวนจาก Moneta Markets หรือผู้เขียน ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนตัดสินใจลงทุน

