เบสเซนต์แนะคลังสหรัฐฯ ใช้โมเดลอังกฤษ ประสานเฟดสู้เงินเฟ้อ

เผยแพร่เมื่อ 27/03/2026 โดย

ข่าวเด่นรายวัน 27 03 2026
เบสเซนต์แนะคลังสหรัฐฯ ใช้โมเดลอังกฤษ ประสานเฟดสู้เงินเฟ้อ

สกอตต์ เบสเซนต์เสนอแนะให้ศึกษาต้นแบบจากระบบของสหราชอาณาจักร 

สรุปเนื้อหาสำคัญ

  • ข้อเสนอใหม่: รมว.คลังสหรัฐฯ (เบสเซนต์) เสนอโมเดลแบบอังกฤษ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและการสื่อสารระหว่างกระทรวงการคลังและเฟดให้ใกล้ชิดขึ้น
  • เหตุผลสนับสนุน: เพื่อให้การรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ (เช่น ราคาพลังงานพุ่งหรือเศรษฐกิจชะลอตัว) มีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น
  • ข้อควรระวัง: นักเศรษฐศาสตร์กังวลว่าการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองจะทำลาย “ความอิสระของเฟด” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการคุมเงินเฟ้อและรักษาความเชื่อมั่นของตลาด
  • ปฏิกิริยาตลาด: ตลาดหุ้นผันผวนและบอนด์ยีลด์ขยับขึ้น สะท้อนความไม่แน่นอนต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่อาจเกิดขึ้น
  • แนวโน้มในอนาคต: การปรับเปลี่ยนกฎหมายเฟดทำได้ยากและต้องผ่านสภาคองเกรส แต่ประเด็นการสร้างสมดุลระหว่าง “ความเป็นอิสระ” และ “การทำงานร่วมกัน” จะกลายเป็นหัวข้อสำคัญในระยะถัดไป

รายงานข่าวเด่นประจำวันที่ 27 มีนาคม 2569 จาก Moneta Markets ครับ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้นำเสนอแนวคิดที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยเขามองว่าสหรัฐฯ ควรศึกษาประสบการณ์จากสหราชอาณาจักรในการออกแบบโครงสร้างเชิงสถาบัน เพื่อให้กระทรวงการคลังมีส่วนร่วมในการสื่อสารและกำกับดูแลนโยบายการเงินในระดับหนึ่ง ตามวิสัยทัศน์ของเขา กระทรวงการคลังและธนาคารกลางควรสร้างกลไกการสื่อสารที่เป็นทางการและมั่นคงกว่าเดิม เพื่อให้นโยบายการคลังและนโยบายการเงินสอดประสานกันอย่างใกล้ชิด แทนที่จะต่างคนต่างทำ

ในระบบของอังกฤษนั้น กระทรวงการคลังไม่ได้เข้าไปกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยตรง แต่รัฐมนตรีคลังสามารถให้ข้อเสนอแนะต่อนโยบายของธนาคารกลางได้เมื่อจำเป็น และทั้งสองฝ่ายมีช่องทางสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอ เบสเซนต์เชื่อว่าโครงสร้างนี้จะช่วยรักษาความเป็นมืออาชีพของธนาคารกลางในการดำเนินงานไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจมหภาคมีเอกภาพมากขึ้น เพราะหากขาดความร่วมมือกัน รัฐบาลอาจยากที่จะรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความอิสระของเฟดท่ามกลางแรงกดดันในโลกความเป็นจริง 

เป็นเวลานานที่ความอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ถูกมองว่าเป็นเสาหลักสำคัญของระบบการเงินสหรัฐฯ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1913 เฟดมีอำนาจตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยและการดำเนินนโยบายการเงินอย่างเป็นอิสระ โดยยึดตามข้อมูลเศรษฐกิจและเป้าหมายระยะยาว มากกว่าผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงในช่วงวงจรการเลือกตั้งจนอาจนำไปสู่เงินเฟ้อที่คุมไม่อยู่

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไปอย่างมาก ทั้งการขาดดุลการคลังที่พุ่งสูงและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เฟดต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการวิกฤตและควบคุมเงินเฟ้อ ด้วยเหตุนี้ นักนโยบายบางกลุ่มจึงเริ่มตั้งคำถามถึง “ขอบเขต” ของความอิสระดังกล่าว ข้อเสนอของเบสเซนต์เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่มองว่า หากเกิดวิกฤตราคาพลังงานพร้อมกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ แต่ขาดการประสานงานระหว่างนโยบาย ผลลัพธ์โดยรวมอาจถูกจำกัดและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ข้อพิพาททางนโยบายที่เริ่มระอุ 

ข้อเสนอนี้จุดชนวนให้เกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรงทั้งในแวดวงนโยบายและตลาดการเงิน ฝั่งที่สนับสนุนมองว่า หากมีการสื่อสารที่เป็นระบบมากขึ้น การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เช่น ราคาน้ำมันพุ่งสูง แรงกดดันเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจถดถอย จะทำได้เห็นผลกว่าเดิม เพราะเครื่องมือเชิงเดี่ยวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

แต่ฝั่งที่คัดค้านก็แสดงความกังวลอย่างหนัก โดยนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเกรงว่า หากกระทรวงการคลังมีอิทธิพลเหนือธนาคารกลาง นโยบายการเงินจะถูกบิดเบือนโดยวัฏจักรทางการเมือง ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าความอิสระของธนาคารกลางมักสัมพันธ์กับอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำและเสถียรภาพทางการเงิน หากระบบนี้ถูกสั่นคลอน ตลาดอาจสูญเสียความเชื่อมั่นในเป้าหมายระยะยาวของธนาคารกลาง ซึ่งจะทำลายความน่าเชื่อถือของนโยบายในที่สุด

อนาคตที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 หลังมีข่าวนี้ออกมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกิดการผันผวนและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนโยบายในอนาคต จุดสนใจของตลาดไม่ใช่แค่เนื้อหาของนโยบาย แต่คือสัญญาณว่าโครงสร้างสถาบันจะถูกปรับเปลี่ยนหรือไม่

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเฟดจำเป็นต้องผ่านการพิจารณาและออกกฎหมายโดยรัฐสภา ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเผชิญกับแรงต้านมหาศาลจากทั้งภายในเฟดและแวดวงวิชาการ อย่างไรก็ตาม การหยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุยก็ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า กรอบนโยบายการเงินของสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงแห่งการทบทวนครั้งใหม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โจทย์สำคัญในอนาคตคือ จะเพิ่มการประสานงานเชิงนโยบายอย่างไร โดยที่ยังคงรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลางเอาไว้ได้

ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

ทำไมต้องเลือก Moneta Markets
ในการซื้อขายโลหะมีค่า
และสินค้าโภคภัณฑ์?

Moneta มุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีคุณภาพ
สูงสำหรับนักลงทุนทั่วโลกด้วยโครงสร้างต้นทุนที่แข่งขันได้ และ
ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยม
เพื่อช่วยให้คุณใช้ประโยชน์จากโอกาสในตลาด

  • Check Icon

    ติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดแบบเรียลไทม์

  • Check Icon

    เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สนใจจังหวะราคา

  • Check Icon

    สภาพคล่องลึกและต้นทุนที่โปร่งใส

  • Check Icon

    รูปแบบการซื้อขายที่เป็นธรรม

  • Check Icon

    การดำเนินการสั่งซื้อที่รวดเร็วมาก?

  • Check Icon

    ติดตามการเคลื่อนไหวของตลาดแบบเรียลไทม์

  • Check Icon

    เหมาะสำหรับนักลงทุนที่สนใจจังหวะราคา

  • Check Icon

    สภาพคล่องลึกและต้นทุนที่โปร่งใส

  • Check Icon

    รูปแบบการซื้อขายที่เป็นธรรม

  • Check Icon

    การดำเนินการสั่งซื้อที่รวดเร็วมาก?

open chat
close
สวัสดี! มีอะไรให้ช่วยไหม?
line
line

สแกน QR Code เพื่อเพิ่ม @monetamarkets และติดต่อเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าส่วนตัวของคุณผ่าน LINE ได้ทันที

line
MessengerSite
MessengerSite

สแกน QR Code เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่าน Messenger

MessengerSite
chat
chat
chat