สรุปเนื้อหาสำคัญ
- เงินเฟ้อจากพลังงาน: ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นผลักดันให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในยุโรปกลับมาอีกครั้ง แต่เป็นเงินเฟ้อที่เกิดจากฝั่งต้นทุน (Cost-push) ไม่ใช่ฝั่งความต้องการซื้อ
- เศรษฐกิจยังเปราะบาง: แม้เงินเฟ้อจะสูง แต่เศรษฐกิจยุโรปยังขาดแรงส่ง การใช้จ่ายของภาคธุรกิจและครัวเรือนยังคงระมัดระวัง ทำให้ ECB ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตัดสินใจยากในการคุมเข้มนโยบายการเงิน
- ตลาดลดความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ย: จากความกังวลเรื่อง Stagflation ทำให้ตลาดเริ่มปรับลดคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เคยเก็งกันไว้ก่อนหน้านี้ลง
- แนวโน้ม EUR/USD ทางเทคนิคเป็นขาลง: กราฟทำจุดสูงสุดต่ำลงและเคลื่อนไหวใต้เส้นค่าเฉลี่ย บ่งบอกถึงแรงขายที่ยังคงครอบคลุมตลาด
- ระดับที่ต้องจับตา: 1.1550 คือด่านสำคัญที่ต้องผ่านเพื่อกลับตัวเป็นขาขึ้น ในขณะที่ 1.1400 คือแนวรับชี้ชะตา หากหลุดระดับนี้ราคาอาจร่วงต่อยาวถึง 1.1300
อัพเดตบทวิเคราะห์ตลาด วันที่ 31 มีนาคม 2569 จาก Moneta Markets ครับ การฟื้นตัวของราคาพลังงานส่งผลให้คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อในยุโรปกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจที่ยังไม่แข็งแกร่งพอ กลายเป็นข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด ส่งผลให้ภาพรวมของค่าเงินยูโรเมื่อเทียบกับดอลลาร์ยังคงอยู่ในทิศทางที่ค่อนข้างอ่อนแอ
วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
หลังจากราคาพลังงานกลับมาปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในภาพรวมของยุโรปก็เริ่มขยับตัวขึ้นตาม แต่ในทางกลับกัน พื้นฐานทางเศรษฐกิจกลับยังไม่มีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้นที่ชัดเจน ฝั่งดีมานด์หรือความต้องการบริโภคยังคงฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนต่างยังคงระมัดระวังในการใช้จ่าย
ในมุมมองของธนาคารกลางยุโรป (ECB) สถานการณ์นี้ถือเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งคือราคาสินค้าที่ถูกผลักดันให้สูงขึ้นจากต้นทุนพลังงาน แต่อีกด้านหนึ่งคือแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ยังขาดหาย หากเร่งรัดคุมเข้มนโยบายการเงินเร็วเกินไป ก็อาจกลายเป็นการซ้ำเติมและกดดันเศรษฐกิจให้แย่ลงไปอีก
ในภาคส่วนของตลาดทุน ก่อนหน้านี้ตลาดอัตราดอกเบี้ยเคยคาดการณ์ถึงการใช้นโยบายการเงินที่ดุดัน แต่เมื่อประเด็นเรื่อง “ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันและเงินเฟ้อสูง” (Stagflation) เริ่มกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มถอยออกมาตั้งหลัก โดยเฉพาะในตลาดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของยุโรปและอังกฤษ ที่เคยเก็งกำไรเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยไว้สูง ก็เริ่มมีการประเมินสถานการณ์กันใหม่ อย่างไรก็ตาม การปรับตัวนี้จะไม่ได้เป็นเส้นตรง และในช่วงที่สัญญาณนโยบายยังไม่ชัดเจน ทั้งอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนมักจะมีความผันผวนค่อนข้างสูง
ราคาพลังงานยังคงเป็นตัวแปรสำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางเงินเฟ้อ ต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในโซนยุโรป แต่เงินเฟ้อรอบนี้มีความแตกต่างจากช่วงหลายปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน เพราะในรอบก่อนๆ ดีมานด์ฟื้นตัวแข็งแกร่ง ทำให้ผลกระทบจากพลังงานส่งผ่านไปยังค่าจ้างและการบริโภค (Core Inflation) ได้รวดเร็ว แต่ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังอ่อนแอ รายได้ครัวเรือนเติบโตจำกัด และความต้องการบริโภคไม่ได้ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น แม้ราคาพลังงานจะสูงขึ้น ก็อาจไม่ได้ผลักดันให้เงินเฟ้อพื้นฐานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเสมอไป
ผลการศึกษาในตลาดส่วนใหญ่ชี้ว่า หากครัวเรือนลดการบริโภคด้านอื่นลงเนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แรงกดดันด้านราคาก็จะกระจุกตัวอยู่แค่ในภาคพลังงานและสินค้าบางประเภทเท่านั้น ไม่ได้แพร่กระจายไปในวงกว้าง ประกอบกับข้อมูลด้านค่าจ้างยังไม่มีสัญญาณการเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ ECB จึงน่าจะมีท่าที “เฝ้าสังเกตการณ์อย่างระมัดระวัง” มากกว่าที่จะรีบร้อนคุมเข้มนโยบายการเงิน
วิเคราะห์ปัจจัยทางเทคนิค

- แนวต้าน: โซน 1.1550 ยังคงเป็นแนวต้านสำคัญในระยะสั้น ซึ่งการรีบาวด์หลายครั้งก่อนหน้านี้มักจะมาติดที่บริเวณนี้ หากราคายังไม่สามารถกลับไปยืนเหนือระดับนี้ได้ พื้นที่การปรับตัวขึ้นด้านบนก็จะยังคงถูกจำกัด
- แนวรับ: ต้องจับตาที่ระดับ 1.1400 เป็นพิเศษ ปัจจุบันราคาลงมาทดสอบบริเวณนี้หลายครั้งแล้ว หากหลุดแนวรับนี้ไปได้ ความเชื่อมั่นของตลาดจะแย่ลงทันที และราคามีโอกาสไหลลงไปทดสอบที่ 1.1300 หรือต่ำกว่านั้น
จังหวะการเล่นระยะสั้น: ราคาปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ในช่องแนวโน้มขาลง (Weak Channel) แม้จะมีการดีดตัวทางเทคนิคบ้างเป็นระยะ แต่ก็มักจะไปได้ไม่ไกล ตราบใดที่ราคายังถูกกดทับอยู่ใต้โซนที่มีการซื้อขายหนาแน่นก่อนหน้านี้ ทิศทางหลักก็น่าจะเป็นการแกว่งตัวในเชิงลบ (Sideway Down) ต่อไป โครงสร้างตลาดจะดูดีขึ้นก็ต่อเมื่อราคาสามารถกลับขึ้นไปยืนเหนือ 1.1550 ได้อย่างมั่นคงเท่านั้น
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

