สรุปเนื้อหาสำคัญ
- สหรัฐฯ ทุบราคาน้ำมัน: การระบายน้ำมันออกจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) และการเพิ่มยอดส่งออก ช่วยจำกัดกรอบการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันโลกชั่วคราว
- ความเสี่ยงสต็อกดิ่ง: คลังสำรองพลังงานของสหรัฐฯ ร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี เสี่ยงขาดแคลนกันชนรับแรงกระแทกหากวิกฤตตะวันออกกลางปะทุซ้ำ
- โครงสร้างราคาแยกทาง: น้ำมันดิบ Brent ยังผันผวนตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เดินเรือ ขณะที่ WTI เคลื่อนไหวตามนโยบายอุปทานและยอดสต็อกภายในของสหรัฐฯ
- ก๊าซธรรมชาติรอวันพุ่ง: แม้ระยะสั้นอุปทาน LNG จากสหรัฐฯ จะช่วยประคองตลาด แต่เทรนด์ระยะยาวรองรับแรงหนุนจาก Data Centers และการใช้ไฟฟ้าช่วงฤดูร้อน
สหรัฐฯ ปล่อยคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์สกัดขาขึ้นราคาน้ำมัน
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีปัจจัยหนุนหลักมาจากความหวังเชิงบวกว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะช่วยเปิดทางให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับคืนสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้แรงเก็งกำไรจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Premium) ชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับเม็ดเงินจากระบบเทรดอัตโนมัติ (Algorithmic Trading) พากันไหลออกจากตลาด ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ราคาน้ำมันดิ่งลงเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการร่วงลงของราคาน้ำมันในครั้งนี้ เกิดจากการที่สหรัฐฯ ได้เร่งระบายน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปออกจากคลังสำรองปิโตรเลียมเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR) เพื่อเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดโลกในระยะสั้น ซึ่งจูงใจให้ผู้ซื้อทั้งในยุโรปและเอเชียหันไปสั่งซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ แทนเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง ปริมาณน้ำมันดิบมหาศาลที่ไหลบ่าเข้าสู่ตลาดต่างประเทศนี้ จึงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สกัดไม่ให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นในเวลานี้
สต็อกน้ำมันสหรัฐฯ ดิ่งต่อเนื่อง ซ่อนความเสี่ยงอุปทานตึงตัว
แม้ว่าการระบายน้ำมันออกจากคลังสำรองจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่ราคาพลังงานได้ชั่วคราว แต่มาตรการดังกล่าวไม่สามารถทำได้ในระยะยาว ล่าสุดข้อมูลชี้ว่าทั้งคลังสำรอง SPR และสต็อกน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ต่างปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี ขณะที่คลังสำรองน้ำมันเบนซินและน้ำมันกลั่น (Distillates) ก็ตึงตัวขึ้นเช่นกัน สวนทางกับเทศกาลการเดินทางช่วงฤดูร้อน (Summer Driving Season) ที่กำลังคืบคลานเข้ามาซึ่งจะยิ่งโหมกระหน่ำให้ความต้องการใช้พลังงานในระบบพุ่งสูงขึ้น
ตลาดเริ่มมีความกังวลเพิ่มขึ้นว่า หากสต็อกน้ำมันภายในประเทศยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลสหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องยกประเด็นเรื่องการ จำกัดการส่งออกน้ำมันดิบ กลับมาพิจารณาอีกครั้งเพื่อปกป้องผู้บริโภคภายในประเทศ เนื่องจากการเร่งส่งออกในระดับสูงเช่นนี้เป็นการทำลายขีดความสามารถในการรับแรงกระแทก (Buffer Capacity) ของตนเอง ซึ่งหากในอนาคตสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้งในขณะที่คลังสำรองของสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำ ตลาดพลังงานโลกจะเผชิญภาวะช็อกครั้งใหญ่ และราคาอาจพุ่งทะยานรุนแรงกว่าเดิม
ส่วนต่างราคา Brent และ WTI ถ่างออกสอดคล้องปัจจัยขับเคลื่อนที่แยกทาง
โครงสร้างราคาของน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) และน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) เริ่มแสดงสัญญาณแยกทางกัน (Divergence) อย่างชัดเจน โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งผูกติดอยู่กับระบบการขนส่งทางทะเลในแถบยุโรปและตะวันออกกลาง จะมีความอ่อนไหวสูงมากต่อสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซและต้นทุนค่าระวางเรือ ทำให้ค่าความผันผวนของ Brent ยังคงอยู่ในระดับสูง
ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันดิบ WTI สะท้อนภาพสะพานอุปสงค์และอุปทานภายในภาคพื้นทวีปอเมริกาเหนือเป็นหลัก ซึ่งระบบพลังงานมีความเป็นเอกเทศค่อนข้างสูงและได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตอ่าวเปอร์เซ็นต์ในวงจำกัด ปัจจุบันทิศทางของ WTI จึงถูกชี้นำโดยมาตรการระบายคลังสำรองและนโยบายการส่งออกของทำเนียบขาวเป็นสำคัญ ส่งผลให้กรอบราคาของสัญญาน้ำมันดิบทั้งสองประเภทขาดการเชื่อมโยงทางสถิติดังเช่นในอดีต
รากฐานก๊าซธรรมชาติผ่อนคลายระยะสั้น ทว่าเทรนด์ระยะยาวยังคงเป็นขาขึ้น
สถานการณ์ในตลาดก๊าซธรรมชาติเริ่มลดความร้อนแรงลงชั่วคราว หลังจากสหรัฐฯ ได้เพิ่มสัดส่วนการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประกอบกับมีอุปทานใหม่จากภูมิภาคอื่นเข้ามาช่วยชดเชยการหยุดชะงักของแหล่งพลังงานในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความกังวลเรื่องการขาดแคลนพลังงานในระยะสั้นคลี่คลายลง
อย่างไรก็ดี ในภาพรวมระยะกลางถึงระยะยาว ก๊าซธรรมชาติยังคงมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ต่อ เนื่องจากยอดการผลิตภายในสหรัฐฯ เริ่มตึงตัวขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ความต้องการใช้ LNG ในเวทีโลกยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยเร่งจากการขยายตัวของศูนย์ประมวลผลข้อมูล (Data Centers), ความต้องการใช้ไฟฟ้าในระบบทำความเย็นช่วงฤดูร้อน และการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภาคอุตสาหกรรม หากโครงสร้างอุปสงค์ในอนาคตเติบโตเร็วกว่าการฟื้นตัวของฝั่งอุปทาน ราคาก๊าซธรรมชาติก็พร้อมที่จะกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นใหญ่ได้อีกครั้ง
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

