อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวขึ้นอย่างที่ตลาดกังวล ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลงชั่วคราวช่วยกดดันราคาน้ำมันดิบลง แม้ราคาทองคำ (XAU/USD) จะเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวทางเทคนิค (Technical Rebound) แต่ภาพรวมในระยะยาวยังคงเคลื่อนไหวในกรอบสะสมกำลังทางฝั่งขาลง
บทวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน
ข้อมูลดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนเมษายนของสหรัฐฯ ล่าสุดระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline PCE) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 3.8% เมื่อเทียบรายปี (YoY) ขณะที่ดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) อยู่ที่ระดับ 3.3% YoY แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับที่สูง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อประเด็นที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจกลับมาขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างดุดัน นอกจากนี้ ดัชนี Core PCE เมื่อเทียบรายเดือน (MoM) ขยายตัวเพียง 0.2% ซึ่งบ่งชี้ว่าแม้เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะมีความหนืด (Sticky Inflation) แต่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมและไม่ได้หลุดกรอบอย่างรุนแรง
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาทองคำสามารถรีบาวด์ขึ้นมาได้ในระยะสั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้ตลาดเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากความกลัวว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นจนบีบให้ Fed ต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กรอบการปรับตัวขึ้นของทองคำยังคงถูกจำกัด เนื่องจากแนวโน้มหลักของตลาดยังคงมองว่า Fed จะเลือกคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น (Higher for Longer) แทนการลดดอกเบี้ยในเร็ววัน
ในเวลาเดียวกัน ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มผ่อนคลายลงชั่วคราว หลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน และเตรียมเปิดฉากเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงนิวเคลียร์ต่อไป ข่าวดังกล่าวส่งผลให้ความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลกลดลงอย่างรวดเร็ว ฉุดให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ดิ่งลงอย่างรุนแรงโดยมีผลงานติดลบสะสมในเดือนนี้ใกล้เคียง 15% ทว่า ข้อตกลงนี้ยังไม่ได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการและยังไม่ผ่านการอนุมัติจากฝั่งโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงรักษาระดับความระมัดระวังไว้เช่นเดิม
การร่วงลงของราคาน้ำมันช่วยลดแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อนำเข้า (Imported Inflation) ทั่วโลก ซึ่งส่งผลดีต่อทองคำในแง่ของการลดแรงกดดันด้านต้นทุน แต่ในทางกลับกัน ความเสี่ยงด้านพลังงานที่ลดลงก็ลดทอนความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) และสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) ด้วยเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ที่ยังปักหลักในแดนบน ควบคู่กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (US 10Y Yield) ที่ไม่มีท่าทีจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ยังคงเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำในสภาพแวดล้อมที่ดอกเบี้ยทรงตัวในระดับสูง ปัจจุบันทิศทางของราคาทองคำจึงเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยและกระแสข่าวภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก
บทวิเคราะห์ทางเทคนิค

เมื่อพิจารณาโครงสร้างราคาทองคำในกราฟรายวัน (Daily Timeframe) จะพบว่าราคายังอยู่ในช่วงการแกว่งตัวสะสมกำลังหลังจากที่มีการพักฐาน (Correction) ลงมาจากระดับไฮเดิม การดีดตัวในรอบก่อนหน้าไม่สามารถยืนเหนือโซนแนวต้านสำคัญได้ สะท้อนให้เห็นว่าแรงขายทำกำไรด้านบน (Overhead Supply) ยังคงหนาแน่น ขณะที่เส้นอินดิเคเตอร์ Bollinger Bands เริ่มบีบตัวแคบลง (Squeeze) โดยราคาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างเส้นกลางและเส้นล่าง ซึ่งแสดงถึงโครงสร้างทางเทคนิคที่ค่อนข้างอ่อนแรง
หลังจากราคาทองคำหลุดแนวรับสำคัญที่ 4,600 แรงเทขายทางฝั่งหมี (Bearish Sentiment) ก็ได้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ แม้ปัจจุบันราคาจะพยายามสร้างฐานและแกว่งตัวรักษาระดับรอบโซน 4,500 แต่แนวโน้มการปรับฐานระยะกลางยังถือว่ายังไม่สิ้นสุดลงอย่างเบ็ดเสร็จ
- MACD: ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ใต้เส้น Zero Line แม้โมเมนตัมฝั่งขาลง (Bearish Momentum) จะเริ่มชะลอตัวลง แต่สัญญาณกลับตัวขึ้นที่ชัดเจนยังไม่ปรากฏ
- RSI: ทรงตัวอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนว่ามุมมองของตลาดรวมยังคงเน้นความระมัดระวัง แรงรีบาวด์ในช่วงนี้ยังมีน้ำหนักน้อยกว่าแรงเทขายก่อนหน้า และมีการทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง (Lower Highs) อย่างต่อเนื่อง
- มุมมองระยะสั้น: เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป (Technical Repair) แรงกดดันฝั่งขายลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ฮิสโตแกรมของ MACD ฝั่งลบเริ่มหดตัวสั้นลง และเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นเริ่มเปลี่ยนทิศทางเป็นแนวราบ (Flattening) ขณะที่ RSI ค่อยๆ ฟื้นตัวจากโซนต่ำ บ่งชี้ว่ามีแรงซื้อช้อน (Bottom-fishing) ทยอยเข้ามาสะสม ตลาดปรับโหมดเข้าสู่สภาวะแกว่งตัวสร้างฐาน (Sideways) มากกว่าที่จะเกิดการทิ้งตัวลงแรงขาเดียวในทันที
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

