สรุปเนื้อหาสำคัญ
- ภาพจำความเสี่ยงหลอนตลาด: วิกฤตพลังงานในอดีตทำให้ผู้บริโภคยุโรปเกิดภาวะฝังใจ (Risk Memory) เร่งรัดการลดค่าใช้จ่ายทันทีเมื่อเห็นสัญญาณความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- กำลังซื้อหดตัวรุนแรง: ค่าใช้จ่ายหมวดพลังงานและสินค้าจำเป็นที่ทรงตัวในระดับสูง บีบให้ครัวเรือนเข้าสู่ภาวะลดระดับการบริโภค ชะลอซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น
- ค้าปลีกเจอศึกสองด้าน: ยอดขายหดตัวสวนทางกับต้นทุนค่าขนส่งที่ขยับขึ้นตามราคาน้ำมัน บีบให้ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวควบคุมต้นทุนภายในอย่างดุดัน
- เดิมพันดอกเบี้ยเดือน มิ.ย.: ตลาดให้น้ำหนัก ECB เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในรอบการประชุมเดือนมิถุนายนนี้เพื่อสกัดเงินเฟ้อ แม้จะซ้ำเติมความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยก็ตาม
แผลเป็นจากวิกฤตพลังงานทำพิษ ผู้บริโภคเริ่มฝังใจชะลอการใช้จ่าย
ผลการศึกษาล่าสุดจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่า ยูโรโซนกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าผลกระทบระยะสั้นจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยร่องรอยบาดแผลจากสภาวะเงินเฟ้อสูงและวิกฤตพลังงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (โดยเฉพาะภาพจำความผันผวนจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน) ได้สร้างพฤติกรรมที่เรียกว่า “Risk Memory” หรือความฝังใจต่อความเสี่ยงในกลุ่มครัวเรือนยุโรป ส่งผลให้เมื่อมีความตึงเครียดรอบใหม่ในตะวันออกกลางปะทุขึ้น ผู้บริโภคจะเชื่อมโยงเหตุการณ์ดังกล่าวเข้ากับค่าครองชีพที่กำลังจะพุ่งสูงขึ้นทันที และเลือกที่จะลดการใช้จ่ายลงล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย
สภาวะดังกล่าวทำให้ความเสี่ยงที่แท้จริงของเศรษฐกิจยุโรปในเวลานี้ไม่ใช่เพียงแค่การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ แต่เป็น การทรุดตัวลงของคาดการณ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว (Long-Term Expectations) เมื่อประชาชนมองเห็นทั้งสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว (Growth Slowdown) และราคาสินค้าที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้นพร้อม ๆ กัน ความกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) จึงขยับตัวสูงขึ้นตามลำดับ และกลายเป็นตัวบ่อนทำลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระบบ
ต้นทุนพลังงานทรงตัวระดับสูง บีบเค้นเม็ดเงินในกระเป๋าครัวเรือน
ผลสำรวจความคาดหวังของผู้บริโภคโดย ECB บ่งชี้ว่า หลังจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ดัชนีคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตของชาวฝรั่งเศสและเยอรมนีพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับดัชนีคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดิ่งลง สะท้อนถึงกระแสความตื่นตระหนกที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง แม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเริ่มย่อตัวลงจากจุดสูงสุดของสัปดาห์ก่อนบ้างแล้ว แต่ระดับราคาโดยรวมยังคงยืนอยู่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตอิหร่านค่อนข้างมาก
ต้นทุนด้านพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงนี้กลายเป็นแรงกดดันซ้ำเติมเศรษฐกิจยุโรปที่อ่อนแออยู่แล้ว โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าความร้อน (Heating) และค่าครองชีพประจำวันในเกณฑ์สูง ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ หรือการลดระดับชั้นการบริโภค โดยเปลี่ยนไปเลือกซื้อสินค้าราคาประหยัดและตัดงบประมาณสินค้ารายการที่ไม่จำเป็น (Non-Essential Goods) ออกทั้งหมด เพื่อสำรองเงินไว้รับมือกับความผันผวนของค่าครองชีพในอนาคต
ภาคค้าปลีกกระอัก รับศึกสองด้านทั้งอุปสงค์หดตัวและต้นทุนขนส่งพุ่ง
จากการที่ผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่ายและใช้เวลาตัดสินใจซื้อยาวนานขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการในภาคการค้าปลีก (Retail Sector) ของยูโรโซน ยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับต้นทุนโลจิสติกส์และการกระจายสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง บีบคั้นให้กรอบกำไร (Profit Margins) ของภาคธุรกิจแคบลงเรื่อย ๆ
นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมประเมินว่า ตลาดค้าปลีกในยุโรปได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันรูปแบบใหม่ ซึ่งแบรนด์ต่าง ๆ ไม่สามารถพึ่งพาโมเดลการเติบโตแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องหันมามุ่งเน้นที่การควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Operational Efficiency) และการตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคที่มีความอ่อนไหวต่อราคา เพื่อให้อยู่รอดได้ในสภาวะตลาดที่ซบเซานี้
คาดการณ์ ECB เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเดือนมิถุนายนเพื่อสกัดเงินเฟ้อฝังลึก
ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่ยังคงเหนียวแน่นและความวิตกกังวลของตลาด ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น แม้ว่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอ่อนแอ แต่ความเสี่ยงที่ราคาพลังงานจะดีดตัวขึ้นซ้ำจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ ECB ไม่สามารถส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินได้ในระยะสั้น ส่งผลให้ตลาดการเงินคาดการณ์ว่า ECB มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในการประชุมนโยบายการเงินเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวไม่ให้หลุดกรอบ
อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางเศรษฐกิจที่อ่อนแรง ย่อมหมายถึงความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่สภาวะถดถอย (Downside Risk) ที่เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันสภาพแวดล้อมการขอสินเชื่อของภาคธุรกิจยุโรปตึงตัวขึ้นอย่างมาก และการบริโภคในประเทศยังคงชะลอตัว หากนโยบายการเงินถูกบีบให้ต้องคุมเข้มต่อไป โครงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจได้รับความเสียหายหนักขึ้น โจทย์สำคัญของ ECB ในช่วงหลังจากนี้จึงเป็นการพยายามรักษาสมดุลระหว่างการทุบเงินเฟ้อและป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงรุนแรงเกินไป
(โปรดทราบ: ข้อมูลข่าวสารนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น และไม่มีผลผูกพันหรือเป็นคำแนะนำในการลงทุนในทางปฏิบัติการจริงใดๆ ทั้งสิ้น)
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

