ปัจจัยพื้นฐาน
- มติเพิ่มกำลังผลิต OPEC+ ไร้น้ำหนัก ตลาดโฟกัสอุปทานจริง: แม้ว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) จะมีมติปรับเพิ่มเป้าหมายกำลังการผลิตน้ำมันดิบสำหรับเดือนกรกฎาคมขึ้นอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน ทว่าตลาดทุนไม่ได้มองว่ามาตรการนี้จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอุปทานที่แท้จริงขนานใหญ่ โดยราคาน้ำมันดิบโลกยังคงขยับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าความสนใจของนักลงทุนได้ย้ายจาก “ตัวเลขกำลังผลิตระบุในสัญญา” ไปสู่ “ความสามารถในการผลิตและส่งออกจริง” เนื่องจากสมาชิกบางประเทศอาจไม่สามารถเร่งกำลังการผลิตและลำเลียงน้ำมันดิบออกสู่ตลาดได้ทันท่วงทีตามโควตาที่เพิ่มขึ้น
- ความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซค้ำราคาพลังงานโลก: ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกลับมาเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดทิศทางราคา โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ส่งผลให้ความกังวลด้านความปลอดภัยบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) พุ่งสูงขึ้นทันที เนื่องจากเส้นทางเดินเรือขนส่งน้ำมันแห่งนี้แบกรับปริมาณการลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลสูงถึง 20% ของโลก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือ ห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกจะเผชิญภาวะชะงักงันทันที ซึ่งสภาวะนี้เป็นแรงหนุนสำคัญที่คอยพยุงราคาไม่ให้ร่วงลงแรง
- แรงซื้อคืนหลังความหวังเจรจาทางการทูตสะดุด: ก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันดิบเคยปรับตัวลดลงช่วงสั้น ๆ หลังจากสหรัฐฯ ส่งสัญญาณบวกในการผลักดันการเจรจาทางการทูตเพื่อลดความตึงเครียด ทว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมากลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง ส่งผลให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยดีดตัวกลับ และค่าความเสี่ยง (Risk Premium) ในตลาดพลังงานขยายตัวกว้างขึ้น บีบให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ตลาดน้ำมันรอบใหม่
- อุปสงค์หน้าร้อนแข็งแกร่งคอยรองรับฐานราคา: ในด้านอุปสงค์ (Demand) ตลาดน้ำมันยังได้รับแรงหนุนเชิงโครงสร้างจากการเข้าสู่ช่วงฤดูท่องเที่ยวและการเปิดเครื่องปรับอากาศในซีกโลกเหนือ (Northern Hemisphere Summer Peak) ซึ่งเป็นฤดูกาลที่การบริโภคเชื้อเพลิงพุ่งสูงที่สุดรอบปี เมื่อนำมาจับคู่กับภาวะอุปทานที่ตึงตัวเนื่องจากสมาชิก OPEC+ หลายรายใช้กำลังการผลิตจนเกือบเต็มเพดานจำกัดแล้ว ความกังวลเรื่องภาวะตลาดตึงตัวในระยะสั้นจึงยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยพยุงทิศทางราคาน้ำมันดิบ WTI ให้มีความแข็งแกร่ง
บทวิเคราะห์ทางเทคนิค

โครงสร้างราคาในกราฟรายวัน (Daily Timeframe) ระบุว่าราคาน้ำมันดิบ WTI เข้าสู่ “ช่วงปรับฐานหลังพุ่งชนจุดสูงสุดเดิม” (Technical Correction) โดยราคาได้ย่อตัวลงมาทดสอบบริเวณแนวรับสำคัญที่ 92.00 ดอลลาร์ ล่าสุดเส้นกรอบอินดิเคเตอร์ Bollinger Bands เริ่มบีบตัวแคบลง (Band Squeeze) และราคาเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างเส้นกึ่งกลาง (Middle Band) และเส้นกรอบล่าง (Lower Band) สะท้อนว่าแรงส่งฝั่งซื้อในอดีตเริ่มแผ่วกำลังลง โครงสร้างราคาปัจจุบันเข้าสู่โหมดการปรับสมดุลระหว่างฝั่งกระทิงและฝั่งหมีในระดับสูง
- MACD: เกิดสัญญาณลบทางเทคนิคในลักษณะ Dead Cross โดยเส้นสัญญาณทวิภาคปักหัวลงต่อเนื่องใต้แกนศูนย์ (Below Zero Line) พร้อมทั้งแท่งฮิสโตแกรมขยายตัวในแดนลบ ยืนยันว่าแรงขายฝั่งหมีเริ่มเข้ามามีบทบาทในระยะสั้น และราคายังมีแรงกดดันให้ปรับฐานต่อเนื่องหากไม่สามารถดึงราคากลับขึ้นไปยืนเหนือโซนต้านหลักได้
- RSI: ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 44 หลุดพ้นจากภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) เรียบร้อยแล้ว แม้ดัชนีจะยังไม่เข้าสู่สภาวะขายมากเกินไป (Oversold) แต่การที่จุดศูนย์ถ่วงของดัชนีทยอยปรับระดับต่ำลงเรื่อย ๆ สะท้อนชัดเจนว่านักลงทุนสถาบันเริ่มชะลอการไล่ราคาซื้อตาม และเน้นการซื้อขายในกรอบผันผวนแทน
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

