รายงานวิเคราะห์ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค รอยร้าวระหว่างตัวเลขมหภาคสุดสตรองกับความจริงระดับครัวเรือนที่โดนเงินเฟ้อค่าเช่าบ้านและอาหารกัดกิน จนสภาพคล่องตึงตัวรุนแรง
สรุปเนื้อหาสำคัญ
- ช่องว่างข้อมูลกว้างขึ้น: ข้อมูลมหภาคของรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่ง แต่ผลสำรวจชี้ประชาชนครึ่งประเทศรู้สึกว่าการเงินแย่ลงกว่าปีก่อน สูงสุดในรอบ 2 ปี
- เงินเฟ้อฝังลึกในของจำเป็น: ความกังวลย้ายจากราคาพลังงานเข้าสู่ค่าเช่าบ้านและราคาอาหาร ซึ่งกระทบต่อเงินในกระเป๋าและคุณภาพชีวิตโดยตรง
- หนี้เสียบัตรเครดิตพุ่ง: ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงยาวนานดันอัตราผิดนัดชำระหนี้บัตรเครดิตแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี สัญญาณเตือนสภาพคล่องครัวเรือนเริ่มตึงตัวขั้นวิกฤต
เฟดนิวยอร์กแฉรอยร้าว “เศรษฐกิจสองขั้ว” ตัวเลขทางการสวยหรูแต่ประชาชนไม่รู้สึกตาม
ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก (Federal Reserve Bank of New York) ได้เผยแพร่รายงานผลสำรวจความคาดหวังของผู้บริโภค (Survey of Consumer Expectations) และรายงานสถานการณ์สินเชื่อผู้บริโภค (Consumer Credit Survey) ฉบับล่าสุด ซึ่งข้อมูลทั้งสองฉบับได้สะท้อนให้เห็นภาพจิ๊กซอว์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่มีความขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
หากมองจากมุมมองระดับมหภาค (Macro Level) เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแสดงความยืดหยุ่นที่แข็งแกร่ง ตลาดแรงงานไม่ได้เสื่อมถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ และภาพรวมการบริโภคยังคงทรงตัวได้อย่างมั่นคง ทว่าเมื่อเจาะลึกเข้าไปดูในระดับครัวเรือน (Household Level) กลับพบว่าประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญหน้ากับแรงกดดันมหาศาลจากค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มขยายวงความวิตกกังวลต่อทิศทางรายได้ เสถียรภาพการจ้างงาน และความมั่นคงทางการเงินในอนาคต
ช่องว่างระหว่าง “ตัวเลขทางสถิติของรัฐบาล” และ “ความรู้สึกที่แท้จริงของประชาชน” (Divergence) กำลังขยายกว้างขึ้นอย่างน่ากลัว แม้ดัชนีชี้วัดการจ้างงานและการบริโภคในหน้าสื่อจะดูแข็งแกร่ง แต่ในความเป็นจริง ภาวะราคาสินค้าที่ทรงตัวในระดับสูงยาวนานได้เข้าไปกัดกินอำนาจซื้อที่แท้จริง (Purchasing Power) ของครัวเรือน ส่งผลให้ภาระหนี้สินสินเชื่อทยอยปรับตัวสูงขึ้น และกดดันให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทรุดตัวลงไปปักหลักอยู่ในโซนต่ำสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา
สถานะการเงินครัวเรือนดิ่งเหว ประชาชนครึ่งประเทศครวญ “แย่กว่าปีที่แล้ว”
จากผลสำรวจของเฟดนิวยอร์กพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเกือบครึ่งหนึ่งระบุว่าสถานะทางการเงินของครอบครัวในปัจจุบัน “แย่ลงกว่าปีที่ผ่านมา” ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในรอบกว่า 2 ปี โดยกลุ่มคนที่มองว่าสถานะทางการเงินของตนเข้าขั้นวิกฤตมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยืนยันว่าการเติบโตของรายได้หรือค่าจ้างเฉลี่ยในปัจจุบัน ไม่สามารถไล่ตามความเร็วของค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นได้ทันอีกต่อไป
เมื่อมองไปข้างหน้าในกรอบระยะเวลา 1 ปี ทัศนคติของผู้บริโภคยิ่งเต็มไปด้วยความกังวล โดยสัดส่วนของผู้ที่คาดว่าสถานะการเงินของตนจะย่ำแย่ลงไปอีกมีจำนวนมากกว่ากลุ่มที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความสามารถในการออมเงินและการสะสมความมั่งคั่งปรับตัวลดลงทุกมิติเมื่อเทียบกับช่วงหลายเดือนก่อนหน้า ซึ่งการลดลงของความเชื่อมั่นในฝั่งผู้บริโภคนี้ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ชิ้นใหญ่และการลงทุน และอาจกลายเป็นตัวจุดชนวนให้แรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Demand) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องชะลอตัวลงในครึ่งปีหลัง
เงินเฟ้อฝังลึกในชีวิตประจำวัน ดันค่าเช่า-อาหารพุ่งไม่หยุด
แม้ว่าราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในปั๊มจะเริ่มทรงตัวหรือปรับลดลงมาบ้างตามท่วงทำนองของตลาดโลก แต่ความกังวลด้านเงินเฟ้อของภาคประชาชนไม่ได้ลดน้อยลงเลย เนื่องจากแรงกดดันด้านราคาสินค้าได้กระจายตัวเข้าสู่ “หมวดสินค้าจำเป็นที่ต้องจ่ายเป็นประจำ” (Rigid Expenditures) เรียบร้อยแล้ว
ผู้บริโภคส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าราคาอาหารสด ค่าเช่าบ้าน และต้นทุนที่อยู่อาศัยจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเงินเฟ้อในหมวดหมู่เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อยรุนแรงกว่าความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือปรับลดลงได้ง่าย จึงเป็นปัจจัยหลักที่คอยทำลายความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจ
สัญญาณอันตราย: หนี้บัตรเครดิตเบี้ยวหนี้พุ่งทุบสถิติ 10 ปี
แม้ว่าตัวเลขตลาดแรงงานชุดล่าสุดจะออกมาดีกว่าคาด แต่ความมั่นคงในหน้าที่การงานในใจของประชาชนกลับสวนทาง โดยสัดส่วนของผู้ที่กังวลว่าจะต้องสูญเสียตำแหน่งงานในอีก 12 เดือนข้างหน้าขยับตัวสูงขึ้น ขณะที่ความมั่นใจในการหางานใหม่ทดแทนได้อย่างรวดเร็วดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน
ผลกระทบที่ตามมาจากการตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงยาวนานของเฟด เริ่มสำแดงฤทธิ์เดชในระบบสินเชื่อ โดยข้อมูลจากเฟดนิวยอร์กระบุชัดเจนว่า อัตราการค้างชำระหนี้บัตรเครดิต (Credit Card Delinquency Rates) ได้พุ่งทะยานขึ้นสู่วัฏจักรที่สูงที่สุดในรอบกว่า 10 ปี สะท้อนให้เห็นว่ากระแสเงินสด (Cash Flow) ของภาคครัวเรือนเริ่มเข้าสู่ภาวะตึงตัวขั้นวิกฤตและไม่สามารถหมุนเวียนมาจ่ายหนี้ได้ทัน แม้ว่าในปัจจุบันปัญหานี้จะยังไม่ลุกลามจนกลายเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) แต่การจับคู่กันระหว่าง “หนี้สินที่เพิ่มขึ้น” และ “รายได้ที่ชะลอตัว” กำลังสร้างความเปราะบางให้แก่งบดุลของภาคประชาชนอย่างน่ากังวล
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

