ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า CFD โผล่บ่อยมากในวงการเทรดบ้านเรา โดยเฉพาะช่วงที่ราคาทองแกว่งแรง น้ำมันดีด หรือหุ้นเทคสหรัฐฯ ขึ้นลงจนหลายคนอยากลองเก็งกำไร แต่เชื่อว่าหลายคนยังสงสัยว่าแท้จริงแล้ว CFD ย่อมาจากอะไร และมันทำงานยังไงกันแน่ เคยสังเกตไหมว่าทำไมบางคนบอกว่าสามารถทำกำไรได้แม้ในวันที่ตลาดหุ้นตก ลองมานั่งคุยกันแบบสบายๆ แต่ครบทุกประเด็นที่มือใหม่ต้องรู้
CFD ย่อมาจากอะไร
CFD คือ Contract for Difference หรือ สัญญาซื้อขายส่วนต่าง หัวใจสำคัญของมันคือการทำสัญญาระหว่างเทรดเดอร์กับโบรกเกอร์ โดยกำไรหรือขาดทุนจะคำนวณจากผลต่างของราคา “ตอนเปิด” กับ “ตอนปิด” สัญญาเท่านั้น ไม่มีการถือครองสินทรัพย์จริง
พูดง่ายๆ คือมันไม่ใช่การมีหุ้น ทองคำ หรือน้ำมันจริงๆ เช่น ถ้าคุณซื้อ CFD ของหุ้น Apple คุณไม่ได้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น ไม่ได้รับสิทธิ์เข้าประชุมผู้ถือหุ้น แต่คุณกำลังเก็งกำไรจากการขึ้นลงของราคาหุ้น Apple เท่านั้น
กลไกการทำงานของ CFD
CFD ใช้ราคาจากสินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้น ดัชนี ฟอเร็กซ์ น้ำมัน ทองคำ หรือคริปโต แล้วปล่อยให้เทรดเดอร์เปิดสถานะโดยใช้เงินเพียงบางส่วน ไม่ต้องมีเงินเต็มจำนวนเหมือนการซื้อสินทรัพย์จริง
ทำกำไรได้ทั้งตลาดขึ้นและตลาดลง
นี่คือจุดที่ทำให้ CFD ถูกพูดถึงเยอะมาก
- Long (ซื้อ) เมื่อคาดว่าราคาจะขึ้น
- Short (ขาย) เมื่อคาดว่าราคาจะลง แม้จะไม่มีสินทรัพย์อยู่ในมือก็ตาม
เลเวอเรจและมาร์จิ้น
นี่คือเครื่องมือที่ช่วย “ขยายพลัง” ของเงินคุณ
- เลเวอเรจ (Leverage) ทำให้ควบคุมสถานะมูลค่าสูงได้โดยใช้เงินน้อย
- มาร์จิ้น (Margin) คือเงินค้ำประกันที่ต้องวางเพื่อเปิดออเดอร์
ตัวอย่าง:
อยากถือสถานะมูลค่า 10,000 ดอลลาร์ ด้วยเลเวอเรจ 1:20 คุณใช้เงินเพียง 500 ดอลลาร์เท่านั้น อาจฟังดูดี แต่เลเวอเรจก็เหมือนมอเตอร์ไซค์ที่มีแรงม้าเยอะ ขี่ดีคือเร็วมาก พลาดนิดเดียวก็อาจล้มได้เหมือนกัน
ตัวอย่างการเทรด CFD แบบเข้าใจง่าย
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาสถานการณ์สองกรณีโดยใช้สินทรัพย์ทองคำ (XAU/USD)
กรณีที่ 1: ทำกำไรจากการซื้อ (Long)
- คุณคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะขึ้น จึงเปิด สถานะซื้อ (Long) 1 สัญญา ที่ราคา $4,200
- 1 สัญญา = มูลค่าเปลี่ยนแปลง $10 ต่อทุก $1 ที่ราคาขยับ
- ต่อมา ราคาขยับขึ้นเป็น $4,225 คุณจึงตัดสินใจปิดสัญญา
- คำนวณกำไร: $4,225 – $4,200 = $25 × $10 = $250
กรณีที่ 2: ขาดทุนจากการคาดการณ์ผิด (Short)
- คุณคาดว่าราคาทองคำจะลง จึงเปิด สถานะขาย (Short) 1 สัญญา ที่ราคา $4,200
- แต่ราคาดันเพิ่มขึ้นเป็น $4,215 คุณจึงปิดสัญญาเพื่อลดความเสียหาย
- คำนวณขาดทุน: $4,215 – $4,200 = $15 × $10 = $150
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าหากไม่มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี แม้การคาดการณ์ผิดเพียงไม่กี่ดอลลาร์ ก็สามารถก่อให้เกิดการสูญเสียได้เร็วมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้เลเวอเรจสูง
ข้อดีและข้อเสียของ CFD
ข้อดี
- ใช้เงินเริ่มต้นน้อย เข้าถึงสินทรัพย์แพงได้ด้วยเลเวอเรจ
- เทรดสินทรัพย์หลากหลายได้ในบัญชีเดียว ทั้งหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี ฟอเร็กซ์ น้ำมัน ทองคำ ฯลฯ
- ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้น–ขาลง ไม่ต้องรอว่าตลาดต้องขึ้นเสมอ
- สภาพคล่องสูง เข้าออกออเดอร์ได้รวดเร็ว
ต้นทุนและความเสี่ยงของ CFD
ก่อนเทรดต้องรู้ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
1. ค่าสเปรด ส่วนต่างราคาซื้อ–ขาย เป็นต้นทุนแรกที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อเปิดออเดอร์
2. ค่า SWAP Fee (ถือออเดอร์ข้ามคืน) ระบบจะคิดดอกเบี้ยเมื่อถือออเดอร์ค้างคืน เลยไม่เหมาะกับการถือระยะยาว3. ความเสี่ยงโดนล้างพอร์ต ถ้าราคาไปผิดทางจน Equity ต่ำ ระบบจะเริ่ม Margin Call และอาจปิดออเดอร์อัตโนมัติ (Stop Out)
ความแตกต่างระหว่าง CFD กับการซื้อหุ้นจริง
ตารางนี้ช่วยทำให้เห็นภาพชัดขึ้น:
| คุณสมบัติ | CFD | หุ้นจริง |
| ความเป็นเจ้าของ | ไม่เป็นเจ้าของ แค่อ้างอิงราคา | ใช่ มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น |
| สิทธิ์โหวต | ไม่มี | มีสิทธิ์ตามสัดส่วน |
| เงินปันผล | จ่ายเป็นการปรับยอด | ได้รับจริงจากบริษัท |
| เลเวอเรจ | มี และสูง | แทบไม่มี (ต้องใช้ประเภทบัญชีมาร์จิ้น) |
| เหมาะกับ | เก็งกำไรระยะสั้น | ถือยาวสะสม |
| การทำกำไร | ได้ทั้งขึ้น (Long) –ลง (Short) | ส่วนใหญ่เฉพาะขาขึ้น (ซื้อและถือ) |
| ค่าใช้จ่ายหลัก | สเปรด, Swap Fee, ค่าคอมมิชชั่น | ค่าคอมมิชชั่น, ภาษี |
หมายเหตุ: หากถือ Long ในวันขึ้นเครื่องหมายรับสิทธิ์ จะได้รับการปรับยอดปันผล แต่ถือ Short จะถูกหักเงิน
สรุป CFD คือโอกาส หรือความเสี่ยงกันแน่
โดยสรุปแล้ว CFD หรือ Contract for Difference มอบโอกาสทำกำไรมากขึ้น เพราะเทรดได้ทั้งสองฝั่ง ใช้เงินตั้งต้นต่ำ และมีสินทรัพย์หลากหลายให้เทรด มีเลเวอเรจแต่เลเวอเรจเสมือนดาบสองคม ถ้าคุมความเสี่ยงไม่ดี เพียงไม่นานพอร์ตอาจหายแบบไม่รู้ตัว
ก่อนเริ่มเทรด ลองถามตัวเองว่าเข้าใจกลไกทั้งหมดดีพอหรือยัง และพร้อมจัดการความเสี่ยงหรือไม่ เพราะ “ความรู้” คือหลักประกันที่ดีที่สุดในตลาดนี้
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน หรือวิชาชีพใด ๆ ข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ปรากฏไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำหรือการชักชวนจาก Moneta Markets หรือผู้เขียน ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนตัดสินใจลงทุน

