Moneta Markets

Please note that Moneta Markets operates this website and its services are not directed at residents of your jurisdiction.

The information on this site is not intended for distribution to, or use by, any person in any country or jurisdiction where such distribution or use would be contrary to local law or regulation.

If you have arrived here in error, we kindly advise you to exit the site.

Continue to Site
Moneta Markets

เจาะลึกสูตร RSI: คู่มือคำนวณ ตีความ และกลยุทธ์การเทรด Divergence ขั้นสูง

เผยแพร่เมื่อ 09/01/2026 โดย

มือใหม่ กลยุทธ์การซื้อขาย

RSI หรือ Relative Strength Index เป็นหนึ่งในอินดิเคเตอร์สำหรับดูโมเมนตัมที่นักเทรดไทยนิยมใช้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นไทย (SET) หรือ Forex จุดเด่นของ RSI คือสามารถบอกความเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางราคา และสภาวะที่ตลาดเริ่มเข้าสู่จุดซื้อมากเกิน หรือขายมากเกิน ซึ่งมักเป็นสัญญาณเตือนการกลับตัวที่สำคัญ

วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจสูตรคำนวณ RSI ทีละขั้นตอน จนถึงวิธีการอ่านและตีความ สอนกลยุทธ์ Divergence ขั้นสูงแบบที่นักเทรดมือโปรเค้าใช้งานกัน

พื้นฐานของ Relative Strength Index (RSI)

RSI เป็นอินดิเคเตอร์ที่ J. Welles Wilder Jr. พัฒนาขึ้นเพื่อวัดความแข็งแกร่งของแรงซื้อและแรงขายในช่วงเวลาที่กำหนด โดยแสดงผลเป็นเส้นที่เคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 0-100 ยิ่งค่าอยู่สูงมาก ยิ่งสะท้อนโมเมนตัมขาขึ้นที่รุนแรง ส่วนค่าที่ลดต่ำมากบ่งชี้ว่าแรงขายกำลังมีอิทธิพลเหนือกว่า

โดยปกตินักเทรดจะใช้ RSI ดูจุดที่ตลาดอาจเริ่มอิ่มตัว และมีแนวโน้มจะกลับตัว เพราะเมื่อโมเมนตัมเริ่มอ่อนแรง RSI จะตอบสนองก่อนที่ราคาในกราฟจะกลับตัวจริง

คู่มือเจาะลึกการคำนวณ RSI Calculation

ขั้นตอนการคำนวณ RSI มีความละเอียดอยู่พอสมควร โดยเฉพาะช่วงการคำนวณค่าเฉลี่ยที่เป็นหัวใจสำคัญของสูตร

1) คำนวณกำไรและขาดทุนของแต่ละแท่ง (Gain/Loss)

ตั้งค่า Period ตามต้องการ (ค่าเริ่มต้นคือ 14) จากนั้นเปรียบเทียบราคาปิดวันนี้กับเมื่อวาน

  • ถ้าราคาปิดสูงขึ้น นับเป็น Gain ส่วน Loss เป็นศูนย์
  • ถ้าราคาปิดลดลง นับเป็น Loss และ Gain เป็นศูนย์

(ค่าของ Loss จะบันทึกเป็นจำนวนบวก เพื่อดำเนินการต่อในขั้นตอนเฉลี่ย)

2) หา Average Gain และ Average Loss ครั้งแรก

ใช้การเฉลี่ยธรรมดา (Simple Average) ในช่วง 14 แท่งแรก

  • Average Gain = ผลรวม Gain ของ 14 แท่งแรก / 14
  • Average Loss = ผลรวม Loss ของ 14 แท่งแรก / 14

ค่าเฉลี่ยชุดนี้จะเป็นพื้นฐานของการคำนวณค่า RSI ในแท่งถัดมา

3) คำนวณค่าเฉลี่ยแท่งถัดมาด้วย Smoothed Average

พอเข้าสู่แท่งที่ 15 เป็นต้นมา Wilder ใช้การเฉลี่ยแบบปรับเรียบ เพื่อทำให้ค่ามีความต่อเนื่องและไม่ผันผวนเกิน

  • Average Gain วันนี้  = (Average Gain เมื่อวาน x 13 + Current Gain) / 14
  • Average Loss วันนี้ = (Average Loss เมื่อวาน x 13 + Current Loss) / 14

การคูณด้วย 13 และหารด้วย 14 เป็นการผสานค่าของวันก่อนกับค่าล่าสุดให้เกิดความลื่นไหล เป็นเอกลักษณ์ของ RSI

4) คำนวณค่า Relative Strength (RS)

นำค่าเฉลี่ยมาหาอัตราส่วน เพื่อหาค่า RS

RS = Average Gain / Average Loss

5) คำนวณ RSI ขั้นสุดท้าย

เมื่อได้ค่า RS แล้วจึงนำมาแปลงเป็น RSI ในช่วง 0-100

RSI = 100 – (100 / (1 + RS))

ตารางสรุปขั้นตอนคำนวณ RSI แบบกระชับ

ขั้นตอนรายละเอียด
1หาผลต่างราคาปิดแต่ละวันเป็น Gain / Loss
2คำนวณ Average Gain/Loss ครั้งแรกแบบ Simple Average
3คำนวณ Average Gain/Loss ถัดไปด้วย Smoothed Average
4หาค่า RS = Average Gain / Average Loss
5คำนวณ RSI = 100 − (100 / (1 + RS))

ตัวอย่างการคำนวณ (วันที่ 15)

เราจะใช้ตัวอย่างราคาปิดของหุ้นสมมติจากตลาด SET โดยคำนวณ RSI เองทีละขั้นตอนจากข้อมูลราคาปิดย้อนหลัง 15 วัน (หน่วย: บาท)

วันราคาปิดเปลี่ยนแปลงราคาขึ้น (Gain)ราคาลง (Loss)
1100.00
2102.00+2.002.000.00
3101.50-0.500.000.50
4103.00+1.501.500.00
5102.50-0.500.000.50
6104.00+1.501.500.00
7105.00+1.001.000.00
8104.00-1.000.001.00
9103.50-0.500.000.50
10106.00+2.502.500.00
11107.00+1.001.000.00
12106.50-0.500.000.50
13108.00+1.501.500.00
14109.00+1.001.000.00
รวม 14 วันแรก13.503.00
15108.00-1.000.001.00

การคำนวณ RSI วันที่ 14 (Simple Average)

  • ค่าเฉลี่ย Gain (14 วัน): 13.50 / 14 = 0.964
  • ค่าเฉลี่ย Loss (14 วัน): 3.00 / 14 = 0.214
  • RS (14): 0.964 / 0.214 = 4.505
  • RSI (14): 100 – (100 / (1 + 4.505)) = 81.84

การตีความ: RSI วันที่ 14 สูงถึง 81.84 ซึ่งบ่งชี้ว่าราคาเข้าสู่เขต Overbought อย่างชัดเจน

การคำนวณ RSI วันที่ 15 (Smoothed Average)

เนื่องจากราคาวันที่ 15 ลดลง -1.00 บาท (Loss 1.00, Gain 0.00) เราจึงต้องใช้สูตร Smoothed Average:

  • New Avg Gain (15): [(0.964 x 13) + 0.00] / 14 = 0.895
  • New Avg Loss (15): [(0.214 x 13) + 1.00] / 14 = 0.270
  • RS (15): 0.895 / 0.270 = 3.315
  • RSI (15): 100 – (100 / (1 + 3.315)) = 76.82

การตีความ: ค่า RSI ลดลงจาก 81.84 เป็น 76.82 สะท้อนให้เห็นว่าโมเมนตัมขาขึ้นลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการที่ราคาปิดปรับตัวลงในวันที่ 15 และเป็นการยืนยันสัญญาณการขายบริเวณโซน Overbought 

การตีความ RSI: โซนซื้อและขายมากเกิน

วิธีอ่าน RSI ที่ง่ายที่สุดคือการใช้ระดับ 70 และ 30 เพื่อบอกสภาวะสุดโต่งของราคา

1) สภาวะ Overbought (ซื้อมากเกิน)

  • ระดับ: เมื่อ RSI เคลื่อนที่เหนือ 70
  • สัญญาณ: บ่งชี้ว่าโมเมนตัมขาขึ้นสูงเกิน ราคาอาจถูกซื้อมากเกิน และมีทรงว่าจะเกิดการกลับตัวเป็นขาลง
  • สัญญาณขาย: เมื่อ RSI ตัดกลับลงมาต่ำกว่า 70

2) สภาวะ Oversold (ขายมากเกิน)

  • ระดับ: เมื่อ RSI เคลื่อนที่ต่ำกว่า 30
  • สัญญาณ: บ่งชี้ว่าโมเมนตัมขาลงสูงมากเกิน ราคาอาจถูกขายมากเกิน  และมีทรงว่าจะเกิดการกลับตัวเป็นขาขึ้น
  • สัญญาณขาย: เมื่อ RSI ตัดกลับขึ้นมาเหนือ 30

3) เส้นกึ่งกลางระดับ 50

  • RSI อยู่เหนือ 50 สะท้อนว่าตลาดยังมีแรงซื้อเป็นฝ่ายคุมเกม
  • RSI อยู่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าแรงขายมีมากกว่า และแนวโน้มเอียงทางขาลง

แม้อาจดูเรียบง่าย แต่การใช้เส้นกึ่งกลาง 50 สามารถช่วยยืนยันแนวโน้ม โดยเฉพาะในตลาดที่ความผันผวนไม่มาก

การใช้งาน RSI ในกลยุทธ์เทรดจริง

แม้กฎ 70/30 จะอ่านง่ายที่สุด แต่การใช้ RSI ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต้องเข้าใจพฤติกรรมของตลาดในแต่ละช่วงเวลา โดยมี RSI เป็นตัวช่วยกำหนดจุดเข้าออกในหลายสถานการณ์

1) ใช้ยืนยันแนวโน้ม (Trend Confirmation)

ในตลาดขาขึ้น RSI มักแกว่งบริเวณเหนือเส้น 50 เป็นส่วนใหญ่ และการลงมาแตะ Oversold จะเกิดขึ้นยากกว่าปกติ การดึงตัวลงใกล้ระดับ 40–50 เป็นจุดที่นักเทรดบางกลุ่มใช้หาจังหวะเข้าซื้อ

ในตลาดขาลงก็ตรงกันข้าม RSI มักเคลื่อนตัวอยู่ด้านล่างของระดับ 50 และขึ้นมาแตะ Overbought ได้ยากกว่าเดิม จังหวะที่ RSI ดีด แต่ว่าไม่ผ่านระดับ 50 มักเป็นสัญญาณขายที่ดี

2) ใช้ดูแนวรับและแนวต้าน

นอกจากดูโมเมนตัมโดยตรงแล้ว RSI ยังช่วยยืนยันโซนแนวรับและแนวต้านอีกด้วย เช่น หากราคาเข้าใกล้แนวต้านสำคัญ และ RSI เกิด Overbought หรือเริ่มอ่อนแรงลง โอกาสที่ราคาจะกลับตัวมีสูงกว่าเดิม

การใช้งานเชิงลึก: Divergence และ Failure Swings

กลยุทธ์ทำกำไรที่ดีที่สุดของ RSI คือการใช้ Divergence เป็นสัญญาณเตือนการกลับตัวที่แม่นยำ

1) RSI Divergence (ความขัดแย้ง)

Divergence เกิดขึ้นเมื่อราคาและ RSI ไม่เคลื่อนไหวทางเดียวกัน แสดงว่าแรงผลักดันของราคาเริ่มอ่อนลง

Bullish Divergence (สัญญาณกลับตัวขึ้น)

  • ราคาทำจุดต่ำสุดใหม่ (Lower Low)
  • RSI ทำจุดต่ำสุดที่สูงขึ้น (Higher Low)
  • การตีความ: โมเมนตัมขาลงอ่อนแรงลงมาก สัญญาณกลับตัวเป็นขาขึ้น

Bearish Divergence (สัญญาณกลับตัวลง):

  • ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ (Higher High)
  • RSI ทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง (Lower High)
  • การตีความ: โมเมนตัมขาขึ้นอ่อนแรงลงมาก สัญญาณกลับตัวเป็นขาลง

Divergence คือหนึ่งในสัญญาณที่นักเทรดมืออาชีพให้ความสำคัญมาก เพราะมักเกิดก่อนที่ราคาในกราฟจะกลับตัวจริง

2) Failure Swings

Failure Swing เป็นรูปแบบที่เกิดจากเส้น RSI เอง ไม่จำเป็นต้องดูกราฟราคา เป็นสัญญาณกลับตัวที่รุนแรงกว่าโซน 70/30

ตัวอย่าง Bullish Failure Swing

  1. RSI ลดลงผ่านระดับ 30
  2. ดีดขึ้น
  3. ย่อตัวลงแต่ว่าไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่
  4. เมื่อ RSI กลับขึ้นมาทะลุจุดสูงสุดก่อนหน้านั้น ถือเป็นสัญญาณซื้อที่ค่อนข้างชัดเจน

รูปแบบนี้ทำงานดีกับตลาดที่เพิ่งจบช่วงขายหนัก เพราะสะท้อนว่าผู้ขายเริ่มหมดแรง

ใช้ RSI หรือ Stochastic ดีกว่า

ตารางเปรียบเทียบ RSI กับ Stochastic Oscillator ของสองอินดิเคเตอร์ด้านโมเมนตัมยอดนิยม

ลักษณะRelative Strength Index (RSI)Stochastic Oscillator
สิ่งที่วัดวัดความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคา (กำไร vs. ขาดทุน)วัดราคาปิดปัจจุบันเทียบกับช่วง High-Low ในอดีต
การตอบสนองค่อนข้างนุ่มนวล เหมาะสำหรับแนวโน้มระยะกลางมีความไวกว่า เหมาะสำหรับระยะสั้นหรือตลาดไร้ทิศทาง
การใช้งานร่วมกันใช้ RSI เพื่อระบุแนวโน้มและ Divergenceใช้ Stochastic Oscillator เพื่อหาจุดเข้า/ออกที่แม่นยำ

การใช้อินดิเคเตอร์ทั้งสองประกอบกัน ทำให้การหาจุดเข้าแม่นกว่าเดิม โดยเฉพาะกับตลาดที่ผันผวนระดับกลาง

เผยขุมพลังของ RSI

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับการคำนวณ RSI ตั้งแต่การหา Average Gain/Loss จนถึงการใช้ Smoothed Average ทำให้เราสามารถตีความสัญญาณได้อย่างมีเหตุผล การใช้ RSI เพื่อระบุสภาวะ Overbought/Oversold โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองหา Divergence เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้นักเทรดไทยประสบความสำเร็จกับการเทรดเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน หรือวิชาชีพใด ๆ ข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ปรากฏไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำหรือการชักชวนจาก Moneta Markets หรือผู้เขียน ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนตัดสินใจลงทุน

คำถามเกี่ยวกับ RSI

  • การตั้งค่า (Period) ที่ดีที่สุดสำหรับ RSI คือเท่าใด?

    14 เป็นการตั้งค่ามาตรฐานที่แนะนำโดย J. Welles Wilder Jr. ผู้คิดค้น ซึ่งมีความสมดุลระหว่างความไวและความน่าเชื่อถือ หากคุณเทรดใน TF ย่อยที่ต่ำกว่า 1H อาจลองเปลี่ยนเป็น 7 หรือ 9 แต่จะผันผวนสูงหน่อย ส่วนใน TF ใหญ่ ค่า 21 จะให้สัญญาณช้าลงแต่แม่นกว่า

  • RSI Divergence สามารถทำนายการกลับตัวของตลาด?

    RSI Divergence เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าโมเมนตัมที่ผลักดันราคาเริ่มอ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าราคายังทำจุดสูงสุด/ต่ำสุดใหม่ แต่ RSI ไม่ตาม แสดงว่าแรงซื้อ/แรงขายหมดลงแล้ว จึงเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับการกลับตัวของแนวโน้ม

  • ข้อจำกัดหรือสัญญาณหลอกของ RSI มีอะไรบ้าง?

    ข้อจำกัดหลักคือ RSI สามารถแช่ตรง Overbought (70) หรือ Oversold (30) ได้นานในตลาดที่มีแนวโน้มแข็งแกร่ง (Strong Trend) ทำให้สัญญาณซื้อ/ขายที่อิงโซน 70/30 อาจเป็นสัญญาณหลอก ดังนั้นควรใช้ร่วมกับการวิเคราะห์แนวโน้มหลักของราคา

  • RSI แตกต่างจาก Stochastic Oscillator อย่างไร?

    RSI วัดความเร็วของการเปลี่ยนแปลงราคา ในขณะที่ Stochastic Oscillator วัดราคาปิดเทียบกับช่วงราคาของตัวเอง การใช้เครื่องมือทั้งสองร่วมกันถือเป็นกลยุทธ์ที่ดี ใช้ RSI เป็นตัวยืนยันแนวโน้มหลัก และใช้ Stochastic เป็นตัวกำหนดจุดเข้าออกที่แม่นยำในระยะสั้น

  • โซน 70/30 สามารถใช้กับทุก TimeFrame?

    โซน 70/30 เป็นเกณฑ์พื้นฐาน ใน TimeFrame ที่สั้นมากอย่าว 5m RSI จะเข้าออกโซน 70/30 บ่อยมากจนอาจเกิดสัญญาณหลอกบ่อยครั้ง นักเทรดอาจต้องปรับใช้ระดับ 80/20 แทน หรือพิจารณาการใช้ร่วมกับ TF ที่ใหญ่กว่าเพื่อยืนยันสัญญาณ

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น

CFD ย่อมาจากอะไร เข้าใจการเทรด CFD ใน 3 นาที สำหรับมือใหม่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า CFD โผล่บ่อยมากในวงการเทรดบ้านเรา โดยเฉพาะช่วงที่ราคาทองแกว่งแรง น้ำมันดีด หรือหุ้นเทคสหรัฐฯ ขึ้นลงจนหลายคนอยากลองเก็งกำไร แต่เชื่อว่าหลายคนยังสงสัยว่าแท้จริงแล้ว CFD ย่อมาจากอะไร และมันทำงานยังไงกันแน่ เคยสังเกตไหมว่าทำไมบางคนบอกว่าสามารถทำกำไรได้แม้ในวันที่ตลาดหุ้นตก ลองมานั่งคุยกันแบบสบายๆ แต่ครบทุกประเด็นที่มือใหม่ต้องรู้ CFD ย่อมาจากอะไร CFD คือ Contract for Difference หรือ สัญญาซื้อขายส่วนต่าง หัวใจสำคัญของมันคือการทำสัญญาระหว่างเทรดเดอร์กับโบรกเกอร์ โดยกำไรหรือขาดทุนจะคำนวณจากผลต่างของราคา “ตอนเปิด” กับ “ตอนปิด” สัญญาเท่านั้น ไม่มีการถือครองสินทรัพย์จริง พูดง่ายๆ คือมันไม่ใช่การมีหุ้น ทองคำ หรือน้ำมันจริงๆ เช่น ถ้าคุณซื้อ CFD ของหุ้น Apple คุณไม่ได้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น ไม่ได้รับสิทธิ์เข้าประชุมผู้ถือหุ้น แต่คุณกำลังเก็งกำไรจากการขึ้นลงของราคาหุ้น Apple เท่านั้น กลไกการทำงานของ CFD CFD ใช้ราคาจากสินทรัพย์อ้างอิง เช่น หุ้น ดัชนี ฟอเร็กซ์ น้ำมัน ทองคำ […]

คู่มือเริ่มต้น

Passive Income คืออะไร พร้อม 12 ไอเดียสร้างรายได้แบบเงินไหลเข้าอัตโนมัติ

Passive Income คือกุญแจสำคัญสู่การมีอิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) สำหรับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มนุษย์เงินเดือน ที่ต้องการให้เงินทำงานแทนตัวเอง อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจที่ว่า รายได้แบบ Passive นั้น “ไม่ต้องทำอะไรเลย” เป็นความจริงเพียงส่วนเดียวเท่านั้นบทความฉบับสมบูรณ์นี้จะเจาะลึกทุกแง่มุมของ Passive Income คืออะไรอย่างแท้จริง, ความแตกต่างจากรายได้ทั่วไป, ช่องทางการสร้างที่หลากหลาย, พร้อมตารางวิเคราะห์ความเสี่ยง และข้อควรทราบด้านภาษีในบริบทของประเทศไทย เพื่อให้คุณสามารถเริ่มต้นสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงได้อย่างถูกวิธีและเป็นจริง Passive Income คืออะไร Passive Income คือ รายได้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Recurring Income) โดยที่เจ้าของรายได้ ใช้ความพยายามหรือเวลาในการบริหารจัดการเพียงนิดน้อยหรือไม่ต้องใช้เลย หลังจากการลงทุนเริ่มต้น (Initial Investment of Time and/or Capital) ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว หลักการที่คุณต้องเข้าใจก่อนเริ่มมีอยู่ 3 ข้อ ลองนึกถึงการสร้างเขื่อน ตอนที่กำลังก่อสร้าง คุณเหนื่อยมาก แต่เมื่อเสร็จแล้ว สามารถผลิตไฟฟ้าทุกวันโดยที่คุณแทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม นี่คือภาพของรายได้แบบ Passive อย่างชัดเจนที่สุด Active […]

คู่มือเริ่มต้น

เทรด Forex มือใหม่: 8 ขั้นตอน เริ่มต้นการซื้อขายในตลาด Forex

สำหรับมือใหม่ การเทรด Forex คือโอกาสสร้างผลตอบแทนแบบไร้เพดาน แต่ว่ามีความเสี่ยงขาดทุนสูงหากขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง บทความนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อเป็นแผนที่นำทางแบบเป็นขั้นตอน ตั้งแต่พื้นฐาน Forex จนถึงการบริหารความเสี่ยงตามหลัก 1% Rule เพื่อให้นักเทรดมือใหม่เริ่มต้นซื้อขายได้อย่างปลอดภัยที่สุด และบทความนี้ยังเน้นความสำคัญของการเลือกโบรกเกอร์ Forex ที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความปลอดภัยของเงินทุนของผู้เทรดในระยะยาวด้วย Forex 101: คำศัพท์พื้นฐานที่ควรรู้ก่อนเริ่มเทรด ก่อนจะเริ่มต้นการเทรด Forex อย่างจริงจัง นักเทรดหน้าใหม่ควรทำความเข้าใจคำศัพท์พื้นฐานเหล่านี้ ปิ๊ป (Pip)Pip ย่อมาจาก Point in Percentage เป็นหน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงของราคาที่เล็กที่สุดของคู่สกุลเงิน ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 (ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงจาก 1.2000 เป็น 1.2001 คือ 1 Pip) สเปรด (Spread)Spread คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid (ราคาขาย) และ Ask (ราคาซื้อ) เป็นค่าใช้จ่ายหลักในการทำธุรกรรม ยิ่งสเปรดแคบยิ่งดีสำหรับนักเทรด ตัวอย่างประกอบ ถ้าเห็นราคาบนหน้าจอเป็นแบบนี้: ส่วนต่างระหว่างสองราคานี้คือ สเปรด = […]

คู่มือเริ่มต้น

เจาะลึกอาชีพเทรดเดอร์ Forex และวิธีเริ่มต้นเส้นทางสู่การเทรดเลี้ยงชีพได้จริง

การเป็นเทรดเดอร์ Forex คืออาชีพที่หลายคนใฝ่ฝัน เนื่องจากมีความยืดหยุ่นในการทำงานและโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูง แต่เส้นทางนี้มันไม่ง่ายน่ะสิ เคยสงสัยหรือเปล่าว่าเหตุใดจึงมีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ต้องล้มเลิกกลางทาง เหตุผลสำคัญคือ “การเตรียมตัว” และ “ความเข้าใจตลาดจริง” นั่นเอง บทความนี้จะพาคุณเดินผ่านทุกขั้นตอน ที่ช่วยให้คุณเข้าใกล้การเป็นเทรดเดอร์ Forex มืออาชีพมากขึ้น เทรดเดอร์ Forex ทำอะไรบ้าง เวลาได้ยินคำว่าเทรดเดอร์ Forex หลายคนอาจนึกถึงภาพคนจ้องจอกราฟตลอดวัน แต่ความเป็นจริง เทรดเดอร์ คือผู้เข้าร่วมการซื้อขายคู่สกุลเงินในตลาดฟอเร็กซ์ เช่น EUR/USD โดยหวังทำกำไรจากความผันผวนของราคา ฟังดูง่าย แต่บนสนามจริง ทุกการเคลื่อนของราคาเหมือนกระตุกอารมณ์ และเทรดเดอร์ต้องอาศัยการวิเคราะห์ตลาดเพื่อคาดการณ์ทิศทางของราคาในอนาคต ผู้เล่นหลักในตลาด Forex ในตลาดนี้มีด้วยผู้เล่นหลากหลายแบบ แต่ละแบบมีบทบาทต่างกัน: • Retail Trader (เทรดเดอร์รายย่อย) คือผู้ลงทุนรายย่อยตามชื่อเลย ใช้แพลตฟอร์มโบรกเกอร์ออนไลน์ ปริมาณเทรดต่ำ แต่มีจำนวนผู้เล่นมากที่สุด และเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของบทความนี้ • Institutional Trader (เทรดเดอร์สถาบัน) กลุ่มนี้คือผู้เล่นรายใหญ่ เช่น ธนาคาร กองทุน หรือสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่มีทั้งข้อมูลและสภาพคล่องเหนือกว่า […]

คู่มือเริ่มต้น

การออมทองคืออะไร คู่มือเริ่มต้นออมทองสำหรับมือใหม่ เริ่มต้นได้ด้วยเงินหลักร้อย

การลงทุนในทองคำยังคงเป็นทางเลือกยอดนิยม โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจผันผวนและเงินเฟ้อสูง แต่การซื้อทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณมักต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ทำให้หลายคนที่มีทุนจำกัดเข้าถึงได้ยาก ดังนั้นการออมทองคือเครื่องมือที่ช่วยมือใหม่ และคนที่มีงบไม่มาก ให้สามารถทยอยสะสมทองคำอย่างเป็นระบบด้วยเงินหลักร้อย พร้อมสร้างวินัยทางการเงิน และเป็นเกราะป้องกันเงินเฟ้อในระยะยาว บทความนี้คือคู่มือฉบับสมบูรณ์ที่ช่วยให้คุณเข้าใจการออมทองทุกมิติ ตั้งแต่วิธีการทำงาน ข้อดีข้อเสีย ไปจนถึงวิธีเริ่มต้นอย่างถูกต้อง การออมทองคืออะไร มีวิธีการอย่างไรบ้าง การออมทอง (Gold Saving Plan) คือการทยอยซื้อทองคำทีละหน่อย แบบต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นได้ตั้งแต่ 100 – 1,000 บาทต่อครั้ง ไม่จำเป็นต้องถือทองจริงทันที แต่สะสมเป็น “น้ำหนักทองคำ” ตามราคาตลาดในช่วงเวลาที่ซื้อ DCA คือหัวใจหลักของการออมทองคำ กลไกหลักของการออมทองคือ DCA (Dollar Cost Averaging) หรือการลงทุนจำนวนเท่าเดิมเป็นประจำทุกวันหรือเดือน ไม่สนว่าราคาทองจะขึ้นหรือลง ด้านล่างคือประโยชน์ของวิธี DCA พูดง่าย ๆ คือคล้ายการ “ผ่อนทองแบบไร้ดอกเบี้ย” แต่ว่าใช้ราคาตลาดจริง และเมื่อสะสมครบตามน้ำหนักขั้นต่ำแล้วจึงเลือกได้ว่าจะ รับทองคำจริง หรือ ขายทำกำไร มาต่อกันที่ข้อดีข้อเสียของการออมทอง แม้การออมทองจะเข้าถึงง่าย แต่มีข้อควรระวังที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม ข้อดี ข้อเสีย […]

วิธีการวิเคราะห์

GNP คืออะไร ต่างจาก GDP อย่างไร สรุปผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติแบบเข้าใจง่าย

ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ GNP (Gross National Product) คือตัวเลขเศรษฐกิจที่มักถูกหยิบมาใช้เวลาเราต้องการดูรายได้รวมของคนในชาติแบบจริงจัง ซึ่งเป็นผลรวมรายได้ของคนไทยจากทั่วทุกมุมโลกหากคุณเคยสงสัยว่า “จริง ๆ แล้วคนไทยสร้างรายได้จากไหนมากกว่ากัน” ตัวเลขนี้จะช่วยตอบได้ชัดเจนวันนี้เราจะมาเจาะลึกตั้งแต่ความหมาย วิธีคำนวณ ส่วนประกอบสำคัญ ความต่างระหว่าง GNP กับ GDP จนถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยแบบเข้าใจง่าย เสมือนมีนักวิเคราะห์มาเล่าให้ฟังแบบสบาย ๆ แถมข้อมูลครบครัน GNP คืออะไร ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross National Product: GNP) คือมูลค่ารวมของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่สร้างโดย พลเมือง และ ธุรกิจของประเทศนั้น ๆ ไม่ว่าจะผลิตในชาติหรือต่างชาติ ตราบใดที่เป็น “คนในชาติ” ก็ถูกนับเข้ามารวมในตัวเลขนี้ แนวคิดสำคัญของ GNP มีอยู่ 2-3 ข้อ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจแก่นของมันได้ทันที: เข้าใจสูตรคำนวณ GNP การจะตีความ GNP ให้ทะลุปรุโปร่ง เราต้องรู้ว่ามันคำนวณจากอะไรบ้าง โดยแกนหลักของมันคือการนำ GDP มาปรับผลต่างรายได้สุทธิจากต่างชาติหรือ NFIA สำหรับ […]

open chat
close
สวัสดี! มีอะไรให้ช่วยไหม?
line
line

สแกน QR Code เพื่อเพิ่ม @monetamarkets และติดต่อเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าส่วนตัวของคุณผ่าน LINE ได้ทันที

line
MessengerSite
MessengerSite

สแกน QR Code เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่าน Messenger

MessengerSite
chat
chat
chat