เทรดเดอร์จำนวนมากเคยผ่านเหตุการณ์แบบเดียวกัน คือระบบเทรดดี ชนะต่อเนื่องหลายไม้ แต่พอพลาดครั้งเดียว กำไรที่สะสมไว้หายเกลี้ยง แถมเงินต้นยังหดหนัก เหตุการณ์แบบนี้เกิดจากการไม่มีระบบบริหารเงินที่แข็งแรง
หัวใจสำคัญของการเทรดที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุดไม่ใช่อินดิเคเตอร์ ไม่ใช่จุดเข้า แต่มันคือ Money Management หรือ MM นี่เอง มือใหม่มักถามว่าจะเข้าไม้ตรงไหน แต่คนที่อยู่รอดจริงจะถามก่อนว่าถ้าผิด/แพ้ เสียหายขนาดไหน จะเหลือเงินเท่าไหร่
mm เป็นตัวกำหนดว่าใครจะล้มหายออกจากตลาด และใครจะสามารถเปลี่ยนการเทรดให้กลายเป็นอาชีพที่ยั่งยืน
Money Management คืออะไร? มีบทบาทยังไงกับการเทรด
Money Management คือระบบการจัดการเงินทุนในพอร์ตเทรดอย่างเป็นขั้นตอน เป้าหมายหลักคือจำกัดความเสียหายต่อครั้ง เพื่อให้พอร์ตไม่พังจากความผิดพลาดไม่กี่ไม้ พูดให้เห็นภาพ MM คือระบบ “กันชน” ของพอร์ต แก่นสำคัญของ MM คือการรักษาเงินต้นก่อน แล้วค่อยพูดเรื่องกำไร เพราะถ้าเงินต้นหาย โอกาสก็หายด้ว
องค์ประกอบของ MM ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดขนาดออเดอร์ การตั้งจุดตัดขาดทุน การคำนวณสัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน และการวางแผนรับมือช่วงขาดทุนต่อเนื่อง ถ้าไม่มี MM การเทรดจะค่อย ๆ กลายเป็นการพนันโดยไม่รู้ตัว
ทำไมนักเทรดจำนวนมากพอร์ตแตกทั้งที่มีระบบเข้าเทรด
หากเราย้อนดูสถิติในกลุ่มชุมชนเทรดเดอร์อย่าง Pantip หรือตามกลุ่มโซเชียลมีเดีย เราจะพบคำว่าล้างพอร์ตและพอร์ตแตกอยู่เสมอ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากกราฟที่ผันผวนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกลไกทางจิตวิทยาที่บิดเบี้ยวเมื่อเราไม่มีระบบการบริหารเงินที่แข็งแกร่ง
- ความโลภและการโอเวอร์เทรด (Overtrade) เมื่อเห็นโอกาสที่คิดว่ามาชัวร์ เทรดเดอร์มักจะวางเดิมพันก้อนโต โดยหวังจะเปลี่ยนชีวิตในข้ามคืน การออก Lot ใหญ่เกิน เมื่อเทียบกับ Margin ที่มีอยู่ ทำให้พอร์ตของคุณไม่มีพื้นที่ว่างพอที่จะรองรับความผันผวนตามธรรมชาติของราคา
- อีโก้และการไม่ยอมตัดขาดทุน เมื่อราคาไม่วิ่งตามแผน จิตใจมนุษย์มักจะสร้างกลไกป้องกันตัวเองด้วยความหวัง ทำให้เราไม่กล้ากดปิดสถานะที่ขาดทุน จนสุดท้ายการขาดทุนเล็กน้อยลามปามกลายเป็นการติดดอยที่ต้องใช้เวลาแก้พอร์ตนับปี หรือจบลงที่การล้างพอร์ต
- อคติจากการเทรดพลาด (Loss Aversion) มนุษย์เจ็บปวดจากการสูญเสียมากกว่าดีใจจากการได้รับถึงสองเท่า เมื่อเสียเงินแล้ว เทรดเดอร์มักจะพยายามเอาคืนทันทีด้วยการเพิ่มขนาดการเทรด (Revenge Trading) ซึ่งเป็นการเดินเข้าหาความเสี่ยงในวันที่สติสัมปชัญญะต่ำที่สุด
การมีแผน MM ที่ชัดเจนจะช่วยเป็นเบรกทางอารมณ์ให้กับคุณ เมื่อคุณรู้ล่วงหน้าว่าเสียหายได้เท่าไหร่ ความกลัวและความกดดันจะลดลงอย่างมหาศาล
3 เสาหลักของการ MM
การสร้างระบบ Money Management ที่ใช้งานได้จริงในทุกสภาวะตลาด ต้องอาศัยองค์ประกอบหลัก 3 ประการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
1. การกำหนดความเสี่ยงต่อครั้ง (Risk Per Trade)
นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด คุณต้องกำหนดว่าในการเทรดหนึ่งครั้ง คุณยินยอมให้พอร์ตเสียหายได้กี่ % มืออาชีพส่วนใหญ่มักจะรักษาระดับความเสี่ยงไว้ที่ 1% ถึง 2% ของเงินทุนปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น หากคุณมีเงิน 100,000 บาท ความเสี่ยง 1% คือคุณยอมเสียได้สูงสุด 1,000 บาทต่อการเทรดครั้งนั้น กฎข้อนี้จะช่วยให้คุณสามารถเทรดผิดพลาดติดต่อกันได้หลายสิบครั้งโดยที่พอร์ตยังคงแข็งแรงพอที่จะสู้ต่อ
2. Risk to Reward Ratio (RRR)
คืออัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างจำนวนเงินที่คุณเสี่ยง (Risk) กับจำนวนเงินที่คุณคาดว่าจะได้ (Reward) หากคุณต้องการความยั่งยืน คุณควรเลือกเข้าเทรดในจุดที่มี RRR อย่างน้อย 1:2 (เสี่ยง 1 เพื่อได้ 2) การรักษา RRR ที่ดีจะช่วยปกป้องพอร์ตของคุณในวันที่ Win Rate ของคุณไม่สูงมากนัก
3. Win Rate และ Expectancy
Win Rate คือสัดส่วนการเทรดชนะเทียบกับทั้งหมด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ Expectancy หรือค่าความคาดหวังของระบบเทรด ซึ่งเป็นการนำ Win Rate และ RRR มาคำนวณร่วมกัน ระบบที่มี Win Rate เพียง 40% แต่ออกแบบให้ RRR สูงถึง 1:3 จะเป็นระบบที่ทำเงินมหาศาลในระยะยาว ต่างจากระบบที่ Win Rate 90% แต่เวลาเสียครั้งเดียวเสียหมดพอร์ต
MM ทำงานร่วมกับ Leverage อย่างไร
เทรดเดอร์มือใหม่จำนวนมากเข้าใจว่า Leverage ที่สูง เช่น 1:500 คือสิ่งที่อันตรายที่สุดในตลาด ในความเป็นจริง Leverage เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้คุณใช้เงินวางประกัน (Margin) น้อยลงเท่านั้น ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้มาจาก Leverage โดยตรง แต่เกิดจาก ขนาด Lot และระยะ Stop Loss ที่ไม่สอดคล้องกับแผน Money Management
พูดง่าย ๆ คือ Leverage ไม่ได้ทำให้พอร์ตพัง การใช้ Lot ใหญ่เกินแผนต่างหากที่ทำให้พอร์ตพัง หากคุณคำนวณ Position Sizing ตามกฎ MM อย่างเคร่งครัด ไม่ว่า Leverage จะเป็น 1:50 หรือ 1:500 ความเสี่ยงต่อครั้งก็ยังคงถูกจำกัดไว้เท่าเดิม
ตัวอย่าง:
พอร์ต = 100,000 บาท
ตั้ง Risk ต่อไม้ = 1% = 1,000 บาท
Stop Loss = 200 จุด
ไม่ว่าบัญชีคุณจะใช้ Leverage 1:100 หรือ 1:500 ถ้าคุณคำนวณ Lot Size จากความเสี่ยง 1,000 บาทเหมือนกัน จำนวนเงินที่เสียได้สูงสุดก็ยัง = 1,000 บาทเท่าเดิม สิ่งที่เปลี่ยนมีแค่ Margin ที่ใช้ และเงินค้ำประกันที่ต้องวาง ไม่ใช่ความเสี่ยงจริงของไม้ Leverage ส่งผลต่อ Margin แต่ MM ส่งผลต่อความอยู่รอดของพอร์ต
คู่มือการคำนวณ Lot Size และ Position Sizing
สูตรที่ 1: การหาจำนวนเงินที่ยอมเสีย (Risk Amount)
จำนวนเงินที่ยอมเสียถ้าแพ้ = เงินทุนทั้งหมด x เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่คุณยอมรับ
สูตรที่ 2: การคำนวณขนาดการเทรด (Lot Size)
ขนาดของ Lot = จำนวนเงินที่ยอมเสีย / (ระยะห่างของจุด Stop Loss x มูลค่าต่อจุด)
ตัวอย่างการคำนวณจริง:
สมมติว่าคุณมีพอร์ตเทรดทองคำ (XAUUSD) บัญชีหน่วยเงินบาท (THB)
- เงินทุนในพอร์ต: 200,000 บาท
- ความเสี่ยงที่ยอมรับ: 2% (คิดเป็นเงิน 4,000 บาท)
- จุดเข้าเทรด: 2,050 และตั้งจุด Stop Loss ที่ 2,045 (ระยะห่างเท่ากับ 500 จุด หรือ 5 pips)
- มูลค่าต่อจุด: สมมติว่า Lot 1.0 มีมูลค่า 30 บาทต่อจุด (ขึ้นอยู่กับค่าเงินและโบรกเกอร์)
การคำนวณ:
4,000 / (500 x 30) = 0.26 Lot
ดังนั้นการเทรดครั้งนี้คุณควรออกออเดอร์ขนาด 0.26 Lot เพื่อให้มั่นใจว่าหากราคาชน Stop Loss คุณจะเสียเงินเพียง 4,000 บาท หรือ 2% ตามแผนพอดี
เปรียบเทียบ MM สองแนว: Fixed Fractional vs Fixed Dollar
เทรดเดอร์แต่ละคนมีสไตล์การจัดการเงินทุนที่ต่างกัน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลักที่นิยมในตลาดสากล
| หัวข้อเปรียบเทียบ | Fixed Fractional | Fixed Dollar |
| หลักการ | เสี่ยง 1-2% ของเงินทุนที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน | เสี่ยงเป็นจำนวนเงินคงที่ เช่น ครั้งละ 2,000 บาท |
| ข้อดี | พอร์ตเติบโตแบบทบต้น (Compound) และช่วยลดความเสี่ยงอัตโนมัติเมื่อพอร์ตเล็กลง | คำนวณง่าย ไม่ซับซ้อน เหมาะกับมือใหม่ที่ทุนไม่สูง |
| ข้อเสีย | ต้องคำนวณ Lot Size ใหม่ทุกครั้งที่เงินทุนเปลี่ยน | ไม่ปรับตัวตามการเติบโตหรือการลดลงของพอร์ต |
| ความเหมาะสม | เหมาะกับเทรดเดอร์อาชีพที่ต้องการความยั่งยืน | เหมาะกับผู้ที่เริ่มเทรดด้วยงบประมาณจำกัด |
สำหรับผู้ที่เริ่มต้น แนะนำใช้แบบ Fixed Fractional เพราะจะช่วยสร้างวินัยและป้องกันพอร์ตในช่วง Drawdown (ช่วงที่ขาดทุนต่อเนื่อง) ได้อย่างดีเยี่ยม
MM ที่ดีต้องรอดช่วงแพ้ติดกันกี่ครั้ง
ระบบ MM ที่ดีควรถูกออกแบบให้พอร์ตสามารถทนต่อการแพ้ติดต่อกัน ไม่เสียหายจนไม่สามารถฟื้นกลับมา
ตัวอย่าง:
ถ้าเสี่ยงไม้ละ 1% แพ้ติดกัน 10 ครั้ง พอร์ตลด ~10%
ถ้าเสี่ยงไม้ละ 10% แพ้ติดกัน 5 ครั้ง พอร์ตเหลือ ~59%
นี่คือเหตุผลที่มืออาชีพไม่เร่งรวย แต่เน้น “ไม่ตายก่อน”
วินัยคือส่วนที่ยากที่สุดของ MM
อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการทำ Money Management ไม่ใช่เรื่องของคณิตศาสตร์ แต่คือวินัยในการควบคุมใจตัวเอง ในช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรงหรือในช่วงที่คุณประสบกับการขาดทุนติดต่อกัน คุณจะถูกทดสอบด้วยความกลัวจนอยากจะเลิกตั้ง Stop Loss หรือในยามที่คุณชนะติดต่อกัน คุณจะถูกทดสอบด้วยความลำพองใจจนอยากจะเพิ่มขนาดไม้ที่มีขนาดใหญ่กว่าที่วางแผน
การรักษาแผน MM อย่างเคร่งครัดคือการรักษาสภาวะจิตใจให้เป็นปกติ เมื่อคุณรู้ว่าความเสี่ยงถูกจำกัดไว้แล้ว คุณจะสามารถมองกราฟด้วยสายตาที่เป็นกลาง ไม่ใช้ความหวังหรือความโกรธมานำทาง การตัดสินใจของคุณจะเฉียบคมขึ้น และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงแค่ต้นทุนทางธุรกิจไม่ใช่จุดจบของชีวิต
Checklist MM สำหรับมือใหม่ก่อนกด Order
ต่อให้คุณมีกลยุทธ์ที่ดี แต่ถ้าไม่มีขั้นตอนควบคุมความเสี่ยงก่อนกดคำสั่ง เทรดเพียงไม่กี่ครั้งก็อาจทำให้พอร์ตเสียหายได้ เทรดเดอร์มืออาชีพมักใช้ Pre-Trade Checklist เพื่อบังคับวินัยให้ตัวเองเสมอ ก่อนเปิดออเดอร์ครั้งหน้าลองตรวจสอบ 5 ข้อนี้ให้ครบ
1. ความเสี่ยงต่อเทรดไม่เกิน % ที่คุณตั้ง
คุณกำหนดแล้วหรือยังว่าไม้ที่กำลังจะเข้า เสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของพอร์ต ถ้ายังไม่คำนวณ = ยังไม่ควรกดออเดอร์
2. ตั้ง Stop Loss เสมอ
Stop Loss (จุดตัดขาดทุนอัตโนมัติ) คือกลไกควบคุมความเสียหายขั้นพื้นฐาน ไม่มี SL = ไม่มี MM
3. คำนวณ Lot Size จาก Stop Loss ไม่ใช่จากความมั่นใจ
มือใหม่มักออก Lot ตามความมั่นใจ มืออาชีพออก Lot ตามสูตรความเสี่ยง
4. Risk : Reward อย่างน้อย 1:2
ถ้าเสีย 1 โอกาสกำไรอย่างน้อยต้อง 2 ถ้าไม่ถึง ควรพิจารณาข้าม/ไม่เทรด
5. เทรดนี้ Revenge Trade?
ถ้าไม้ก่อนหน้าเพิ่งเสีย แล้วคุณอยากเอาคืนให้หยุดก่อน เพราะนี่คือสัญญาณ Overtrade ทางอารมณ์
ตัวอย่างการใช้งานจริง:
ก่อนกด Buy XAUUSD
- เสี่ยง = 1%
- ตั้ง SL แล้ว
- Lot คำนวณแล้ว
- RRR = 1:2.5
- ไม่ใช่ revenge trade
- ครบแล้วกดออเดอร์เลย
MM คือระบบเอาตัวรอดที่ทำให้พอร์ตโตจริง
บทสรุปที่สำคัญที่สุดคือ ความสำเร็จในการเทรดไม่ได้วัดกันที่ว่าใครเทรดแม่นที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครบริหารเงินทุนได้เก่งที่สุดในระยะยาว การทำ MM คือการยอมรับความจริงที่ว่าตลาดมีความไม่แน่นอนสูง และเราไม่สามารถควบคุมทิศทางของราคาได้ แต่สิ่งเดียวที่เราสามารถ “ควบคุมได้ 100%” คือความเสี่ยงในกระเป๋าของเราเอง
หากคุณต้องการก้าวข้ามจากการเป็นเทรดเดอร์ที่ล้มลุกคลุกคลานไปสู่มืออาชีพที่ทำเงินได้อย่างสม่ำเสมอ จงเริ่มให้ความสำคัญกับการทำ Money Management ตั้งแต่วันนี้ เลิกถามหาจุดเข้าที่แม่นยำที่สุด แต่จงถามหาจุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมที่สุด และคำนวณ Lot Size ให้สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่คุณรับได้ แล้วคุณจะพบว่าการอยู่รอดในตลาดนี้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน หรือวิชาชีพใด ๆ ข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ปรากฏไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำหรือการชักชวนจาก Moneta Markets หรือผู้เขียน ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนตัดสินใจลงทุน

