Moneta Markets

Please note that Moneta Markets operates this website and its services are not directed at residents of your jurisdiction.

The information on this site is not intended for distribution to, or use by, any person in any country or jurisdiction where such distribution or use would be contrary to local law or regulation.

If you have arrived here in error, we kindly advise you to exit the site.

Continue to Site
Moneta Markets

MM คืออะไร ทำไมเทรดเดอร์ที่รอดในระยะยาวให้ความสำคัญมากกว่าสัญญาณเข้าเทรด

เผยแพร่เมื่อ 02/02/2026 โดย

มือใหม่ การจัดการความเสี่ยง
MM คืออะไร ทำไมเทรดเดอร์ที่รอดในระยะยาวให้ความสำคัญมากกว่าสัญญาณเข้าเทรด

เทรดเดอร์จำนวนมากเคยผ่านเหตุการณ์แบบเดียวกัน คือระบบเทรดดี ชนะต่อเนื่องหลายไม้ แต่พอพลาดครั้งเดียว กำไรที่สะสมไว้หายเกลี้ยง แถมเงินต้นยังหดหนัก เหตุการณ์แบบนี้เกิดจากการไม่มีระบบบริหารเงินที่แข็งแรง

หัวใจสำคัญของการเทรดที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุดไม่ใช่อินดิเคเตอร์ ไม่ใช่จุดเข้า แต่มันคือ Money Management หรือ MM นี่เอง มือใหม่มักถามว่าจะเข้าไม้ตรงไหน แต่คนที่อยู่รอดจริงจะถามก่อนว่าถ้าผิด/แพ้ เสียหายขนาดไหน จะเหลือเงินเท่าไหร่

mm เป็นตัวกำหนดว่าใครจะล้มหายออกจากตลาด และใครจะสามารถเปลี่ยนการเทรดให้กลายเป็นอาชีพที่ยั่งยืน

Money Management คืออะไร? มีบทบาทยังไงกับการเทรด

Money Management คือระบบการจัดการเงินทุนในพอร์ตเทรดอย่างเป็นขั้นตอน เป้าหมายหลักคือจำกัดความเสียหายต่อครั้ง เพื่อให้พอร์ตไม่พังจากความผิดพลาดไม่กี่ไม้ พูดให้เห็นภาพ MM คือระบบ “กันชน” ของพอร์ต แก่นสำคัญของ MM คือการรักษาเงินต้นก่อน แล้วค่อยพูดเรื่องกำไร เพราะถ้าเงินต้นหาย โอกาสก็หายด้ว 

องค์ประกอบของ MM ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดขนาดออเดอร์ การตั้งจุดตัดขาดทุน การคำนวณสัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน และการวางแผนรับมือช่วงขาดทุนต่อเนื่อง ถ้าไม่มี MM การเทรดจะค่อย ๆ กลายเป็นการพนันโดยไม่รู้ตัว

ทำไมนักเทรดจำนวนมากพอร์ตแตกทั้งที่มีระบบเข้าเทรด

หากเราย้อนดูสถิติในกลุ่มชุมชนเทรดเดอร์อย่าง Pantip หรือตามกลุ่มโซเชียลมีเดีย เราจะพบคำว่าล้างพอร์ตและพอร์ตแตกอยู่เสมอ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากกราฟที่ผันผวนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากกลไกทางจิตวิทยาที่บิดเบี้ยวเมื่อเราไม่มีระบบการบริหารเงินที่แข็งแกร่ง

  1. ความโลภและการโอเวอร์เทรด (Overtrade) เมื่อเห็นโอกาสที่คิดว่ามาชัวร์ เทรดเดอร์มักจะวางเดิมพันก้อนโต โดยหวังจะเปลี่ยนชีวิตในข้ามคืน การออก Lot ใหญ่เกิน เมื่อเทียบกับ Margin ที่มีอยู่ ทำให้พอร์ตของคุณไม่มีพื้นที่ว่างพอที่จะรองรับความผันผวนตามธรรมชาติของราคา
  2. อีโก้และการไม่ยอมตัดขาดทุน เมื่อราคาไม่วิ่งตามแผน จิตใจมนุษย์มักจะสร้างกลไกป้องกันตัวเองด้วยความหวัง ทำให้เราไม่กล้ากดปิดสถานะที่ขาดทุน จนสุดท้ายการขาดทุนเล็กน้อยลามปามกลายเป็นการติดดอยที่ต้องใช้เวลาแก้พอร์ตนับปี หรือจบลงที่การล้างพอร์ต
  3. อคติจากการเทรดพลาด (Loss Aversion) มนุษย์เจ็บปวดจากการสูญเสียมากกว่าดีใจจากการได้รับถึงสองเท่า เมื่อเสียเงินแล้ว เทรดเดอร์มักจะพยายามเอาคืนทันทีด้วยการเพิ่มขนาดการเทรด (Revenge Trading) ซึ่งเป็นการเดินเข้าหาความเสี่ยงในวันที่สติสัมปชัญญะต่ำที่สุด

การมีแผน MM ที่ชัดเจนจะช่วยเป็นเบรกทางอารมณ์ให้กับคุณ เมื่อคุณรู้ล่วงหน้าว่าเสียหายได้เท่าไหร่ ความกลัวและความกดดันจะลดลงอย่างมหาศาล

3 เสาหลักของการ MM

การสร้างระบบ Money Management ที่ใช้งานได้จริงในทุกสภาวะตลาด ต้องอาศัยองค์ประกอบหลัก 3 ประการที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

1. การกำหนดความเสี่ยงต่อครั้ง (Risk Per Trade)

นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด คุณต้องกำหนดว่าในการเทรดหนึ่งครั้ง คุณยินยอมให้พอร์ตเสียหายได้กี่ % มืออาชีพส่วนใหญ่มักจะรักษาระดับความเสี่ยงไว้ที่ 1% ถึง 2% ของเงินทุนปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น หากคุณมีเงิน 100,000 บาท ความเสี่ยง 1% คือคุณยอมเสียได้สูงสุด 1,000 บาทต่อการเทรดครั้งนั้น กฎข้อนี้จะช่วยให้คุณสามารถเทรดผิดพลาดติดต่อกันได้หลายสิบครั้งโดยที่พอร์ตยังคงแข็งแรงพอที่จะสู้ต่อ

2. Risk to Reward Ratio (RRR)

คืออัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่างจำนวนเงินที่คุณเสี่ยง (Risk) กับจำนวนเงินที่คุณคาดว่าจะได้ (Reward) หากคุณต้องการความยั่งยืน คุณควรเลือกเข้าเทรดในจุดที่มี RRR อย่างน้อย 1:2 (เสี่ยง 1 เพื่อได้ 2) การรักษา RRR ที่ดีจะช่วยปกป้องพอร์ตของคุณในวันที่ Win Rate ของคุณไม่สูงมากนัก

3. Win Rate และ Expectancy

Win Rate คือสัดส่วนการเทรดชนะเทียบกับทั้งหมด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ Expectancy หรือค่าความคาดหวังของระบบเทรด ซึ่งเป็นการนำ Win Rate และ RRR มาคำนวณร่วมกัน ระบบที่มี Win Rate เพียง 40% แต่ออกแบบให้ RRR สูงถึง 1:3 จะเป็นระบบที่ทำเงินมหาศาลในระยะยาว ต่างจากระบบที่ Win Rate 90% แต่เวลาเสียครั้งเดียวเสียหมดพอร์ต

MM ทำงานร่วมกับ Leverage อย่างไร

เทรดเดอร์มือใหม่จำนวนมากเข้าใจว่า Leverage ที่สูง เช่น 1:500 คือสิ่งที่อันตรายที่สุดในตลาด ในความเป็นจริง Leverage เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้คุณใช้เงินวางประกัน (Margin) น้อยลงเท่านั้น ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้มาจาก Leverage โดยตรง แต่เกิดจาก ขนาด Lot และระยะ Stop Loss ที่ไม่สอดคล้องกับแผน Money Management

พูดง่าย ๆ คือ Leverage ไม่ได้ทำให้พอร์ตพัง การใช้ Lot ใหญ่เกินแผนต่างหากที่ทำให้พอร์ตพัง หากคุณคำนวณ Position Sizing ตามกฎ MM อย่างเคร่งครัด ไม่ว่า Leverage จะเป็น 1:50 หรือ 1:500 ความเสี่ยงต่อครั้งก็ยังคงถูกจำกัดไว้เท่าเดิม

ตัวอย่าง:

พอร์ต = 100,000 บาท

ตั้ง Risk ต่อไม้ = 1% = 1,000 บาท 

Stop Loss = 200 จุด

ไม่ว่าบัญชีคุณจะใช้ Leverage 1:100 หรือ 1:500 ถ้าคุณคำนวณ Lot Size จากความเสี่ยง 1,000 บาทเหมือนกัน จำนวนเงินที่เสียได้สูงสุดก็ยัง = 1,000 บาทเท่าเดิม สิ่งที่เปลี่ยนมีแค่ Margin ที่ใช้ และเงินค้ำประกันที่ต้องวาง ไม่ใช่ความเสี่ยงจริงของไม้ Leverage ส่งผลต่อ Margin แต่ MM ส่งผลต่อความอยู่รอดของพอร์ต

คู่มือการคำนวณ Lot Size และ Position Sizing

สูตรที่ 1: การหาจำนวนเงินที่ยอมเสีย (Risk Amount)

จำนวนเงินที่ยอมเสียถ้าแพ้ = เงินทุนทั้งหมด x เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงที่คุณยอมรับ

สูตรที่ 2: การคำนวณขนาดการเทรด (Lot Size)

ขนาดของ Lot = จำนวนเงินที่ยอมเสีย / (ระยะห่างของจุด Stop Loss x มูลค่าต่อจุด)

ตัวอย่างการคำนวณจริง:

สมมติว่าคุณมีพอร์ตเทรดทองคำ (XAUUSD) บัญชีหน่วยเงินบาท (THB)

  1. เงินทุนในพอร์ต: 200,000 บาท
  2. ความเสี่ยงที่ยอมรับ: 2% (คิดเป็นเงิน 4,000 บาท)
  3. จุดเข้าเทรด: 2,050 และตั้งจุด Stop Loss ที่ 2,045 (ระยะห่างเท่ากับ 500 จุด หรือ 5 pips)
  4. มูลค่าต่อจุด: สมมติว่า Lot 1.0 มีมูลค่า 30 บาทต่อจุด (ขึ้นอยู่กับค่าเงินและโบรกเกอร์)

การคำนวณ:

4,000 / (500 x 30) = 0.26 Lot

ดังนั้นการเทรดครั้งนี้คุณควรออกออเดอร์ขนาด 0.26 Lot เพื่อให้มั่นใจว่าหากราคาชน Stop Loss คุณจะเสียเงินเพียง 4,000 บาท หรือ 2% ตามแผนพอดี

เปรียบเทียบ MM สองแนว: Fixed Fractional vs Fixed Dollar

เทรดเดอร์แต่ละคนมีสไตล์การจัดการเงินทุนที่ต่างกัน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลักที่นิยมในตลาดสากล

หัวข้อเปรียบเทียบFixed FractionalFixed Dollar
หลักการเสี่ยง 1-2% ของเงินทุนที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันเสี่ยงเป็นจำนวนเงินคงที่ เช่น ครั้งละ 2,000 บาท
ข้อดีพอร์ตเติบโตแบบทบต้น (Compound) และช่วยลดความเสี่ยงอัตโนมัติเมื่อพอร์ตเล็กลงคำนวณง่าย ไม่ซับซ้อน เหมาะกับมือใหม่ที่ทุนไม่สูง
ข้อเสียต้องคำนวณ Lot Size ใหม่ทุกครั้งที่เงินทุนเปลี่ยนไม่ปรับตัวตามการเติบโตหรือการลดลงของพอร์ต
ความเหมาะสมเหมาะกับเทรดเดอร์อาชีพที่ต้องการความยั่งยืนเหมาะกับผู้ที่เริ่มเทรดด้วยงบประมาณจำกัด

สำหรับผู้ที่เริ่มต้น แนะนำใช้แบบ Fixed Fractional เพราะจะช่วยสร้างวินัยและป้องกันพอร์ตในช่วง Drawdown (ช่วงที่ขาดทุนต่อเนื่อง) ได้อย่างดีเยี่ยม

MM ที่ดีต้องรอดช่วงแพ้ติดกันกี่ครั้ง

ระบบ MM ที่ดีควรถูกออกแบบให้พอร์ตสามารถทนต่อการแพ้ติดต่อกัน ไม่เสียหายจนไม่สามารถฟื้นกลับมา

ตัวอย่าง:

ถ้าเสี่ยงไม้ละ 1% แพ้ติดกัน 10 ครั้ง พอร์ตลด ~10%

ถ้าเสี่ยงไม้ละ 10% แพ้ติดกัน 5 ครั้ง พอร์ตเหลือ ~59%

นี่คือเหตุผลที่มืออาชีพไม่เร่งรวย แต่เน้น “ไม่ตายก่อน”

วินัยคือส่วนที่ยากที่สุดของ MM

อุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการทำ Money Management ไม่ใช่เรื่องของคณิตศาสตร์ แต่คือวินัยในการควบคุมใจตัวเอง ในช่วงที่ตลาดผันผวนรุนแรงหรือในช่วงที่คุณประสบกับการขาดทุนติดต่อกัน คุณจะถูกทดสอบด้วยความกลัวจนอยากจะเลิกตั้ง Stop Loss หรือในยามที่คุณชนะติดต่อกัน คุณจะถูกทดสอบด้วยความลำพองใจจนอยากจะเพิ่มขนาดไม้ที่มีขนาดใหญ่กว่าที่วางแผน

การรักษาแผน MM อย่างเคร่งครัดคือการรักษาสภาวะจิตใจให้เป็นปกติ เมื่อคุณรู้ว่าความเสี่ยงถูกจำกัดไว้แล้ว คุณจะสามารถมองกราฟด้วยสายตาที่เป็นกลาง ไม่ใช้ความหวังหรือความโกรธมานำทาง การตัดสินใจของคุณจะเฉียบคมขึ้น และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงแค่ต้นทุนทางธุรกิจไม่ใช่จุดจบของชีวิต

Checklist MM สำหรับมือใหม่ก่อนกด Order

ต่อให้คุณมีกลยุทธ์ที่ดี แต่ถ้าไม่มีขั้นตอนควบคุมความเสี่ยงก่อนกดคำสั่ง เทรดเพียงไม่กี่ครั้งก็อาจทำให้พอร์ตเสียหายได้ เทรดเดอร์มืออาชีพมักใช้ Pre-Trade Checklist เพื่อบังคับวินัยให้ตัวเองเสมอ ก่อนเปิดออเดอร์ครั้งหน้าลองตรวจสอบ 5 ข้อนี้ให้ครบ

1. ความเสี่ยงต่อเทรดไม่เกิน % ที่คุณตั้ง

คุณกำหนดแล้วหรือยังว่าไม้ที่กำลังจะเข้า เสี่ยงไม่เกิน 1-2% ของพอร์ต ถ้ายังไม่คำนวณ = ยังไม่ควรกดออเดอร์

2. ตั้ง Stop Loss เสมอ

Stop Loss (จุดตัดขาดทุนอัตโนมัติ) คือกลไกควบคุมความเสียหายขั้นพื้นฐาน ไม่มี SL = ไม่มี MM

3. คำนวณ Lot Size จาก Stop Loss ไม่ใช่จากความมั่นใจ

มือใหม่มักออก Lot ตามความมั่นใจ มืออาชีพออก Lot ตามสูตรความเสี่ยง

4. Risk : Reward อย่างน้อย 1:2

ถ้าเสีย 1 โอกาสกำไรอย่างน้อยต้อง 2 ถ้าไม่ถึง ควรพิจารณาข้าม/ไม่เทรด

5. เทรดนี้ Revenge Trade?

ถ้าไม้ก่อนหน้าเพิ่งเสีย แล้วคุณอยากเอาคืนให้หยุดก่อน เพราะนี่คือสัญญาณ Overtrade ทางอารมณ์

ตัวอย่างการใช้งานจริง:

ก่อนกด Buy XAUUSD

  • เสี่ยง = 1%
  • ตั้ง SL แล้ว
  • Lot คำนวณแล้ว
  • RRR = 1:2.5
  • ไม่ใช่ revenge trade
  • ครบแล้วกดออเดอร์เลย

MM คือระบบเอาตัวรอดที่ทำให้พอร์ตโตจริง

บทสรุปที่สำคัญที่สุดคือ ความสำเร็จในการเทรดไม่ได้วัดกันที่ว่าใครเทรดแม่นที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครบริหารเงินทุนได้เก่งที่สุดในระยะยาว การทำ MM คือการยอมรับความจริงที่ว่าตลาดมีความไม่แน่นอนสูง และเราไม่สามารถควบคุมทิศทางของราคาได้ แต่สิ่งเดียวที่เราสามารถ “ควบคุมได้ 100%” คือความเสี่ยงในกระเป๋าของเราเอง

หากคุณต้องการก้าวข้ามจากการเป็นเทรดเดอร์ที่ล้มลุกคลุกคลานไปสู่มืออาชีพที่ทำเงินได้อย่างสม่ำเสมอ จงเริ่มให้ความสำคัญกับการทำ Money Management ตั้งแต่วันนี้ เลิกถามหาจุดเข้าที่แม่นยำที่สุด แต่จงถามหาจุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมที่สุด และคำนวณ Lot Size ให้สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่คุณรับได้ แล้วคุณจะพบว่าการอยู่รอดในตลาดนี้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน หรือวิชาชีพใด ๆ ข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ปรากฏไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำหรือการชักชวนจาก Moneta Markets หรือผู้เขียน ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนตัดสินใจลงทุน

คำถามเกี่ยวกับการบริหารเงินในการเทรด (MM)

  • MM คืออะไรและแตกต่างจาก Risk Management อย่างไร?

    MM (Money Management) คือซับเซ็ตของ Risk Management โดย MM จะเน้นไปที่การจัดการเงินสดและขนาดของสัญญา (Position Sizing) ในพอร์ต ส่วน Risk Management จะครอบคลุมถึงภาพรวม เช่น การเลือกสินทรัพย์ที่เทรด การกระจายความเสี่ยง และแผนการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

  • ถ้ามีงบน้อย MM อย่างไรพอร์ตถึงจะโต?

    เทรดเดอร์ที่มีทุนน้อยควรเริ่มจากบัญชีประเภท Cent หรือ Micro เพื่อให้สามารถแบ่งขนาด Lot ได้ย่อยพอที่จะทำ MM ตามกฎ 1-2% ได้ การทำ MM ในพอร์ตขนาดเล็กจะช่วยฝึกวินัยที่เป็นพื้นฐานสำคัญก่อนที่คุณจะก้าวไปบริหารพอร์ตขนาดใหญ่ในอนาคต

  • การทำ MM ช่วยป้องกันพอร์ตแตกได้จริง?

    ช่วยได้อย่างแน่นอนครับ หากคุณจำกัดความเสี่ยงไว้ที่ 1% ต่อครั้ง คุณจะต้องทายผิดติดต่อกันถึง 100 ครั้งพอร์ตถึงจะเกลี้ยง ซึ่งในทางสถิติถือว่าเกิดขึ้นได้ยากมากหากคุณมีระบบเทรดที่มีมาตรฐาน การล้างพอร์ตส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ทำ MM หรือการยอมรับความเสี่ยงเกินตัว (Overtrade)

  • สูตรคำนวณ Lot Size ที่ง่ายที่สุดคือ?

    สูตรที่ง่ายที่สุดคือ: [จำนวนเงินที่ยอมเสีย] หารด้วย ([ระยะทาง Stop Loss] คูณ [มูลค่าต่อจุด]) สูตรนี้จะทำให้คุณออก Lot ได้แม่นยำตามจำนวนเงินในกระเป๋าเสมอ

  • ทำไมต้องตั้ง Stop Loss ทุกครั้งที่ออก Order?

    Stop Loss คือจุดตัดสินใจที่จะบอกว่าแผนการเทรดครั้งนี้ของคุณผิด การไม่ตั้ง Stop Loss เท่ากับการเปิดประตูให้ความเสียหายเข้ามาทำลายพอร์ตของคุณอย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งเป็นความผิดพลาดรุนแรงที่สุดของเทรดเดอร์

  • Win Rate ต่ำแต่ทำ MM ดีๆ จะยังมีกำไร?

    ได้แน่นอนครับ ระบบเทรดระดับโลกหลายระบบมี Win Rate เพียง 30-40% ใช้การทำ MM และค่า RRR ที่สูง (เช่น 1:3 หรือ 1:5) เข้าช่วย ทำให้การชนะเพียง 1 ครั้งสามารถชดเชยการแพ้หลายครั้งและยังมีกำไรสุทธิเหลืออยู่

  • ค่า RR ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับมือใหม่คือเท่าไหร่?

    สำหรับผู้เริ่มต้น แนะนำให้มองหาจุดเข้าเทรดที่มีค่า RR อย่างน้อย 1:2 การทำแบบนี้จะช่วยลดแรงกดดันทางจิตใจ เพราะแม้คุณจะทายถูกเพียงครึ่งเดียว พอร์ตของคุณยังคงเติบโต

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น

เทรดทอง Forex (XAUUSD) คืออะไร? คู่มือเริ่มต้นพร้อมเทคนิคไม่ล้างพอร์ต

การเทรดทอง Forex โดยเฉพาะคู่ยอดนิยมอย่าง XAUUSD กลายเป็นสนามหลักของนักลงทุนไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนย้ายมาจากทองคำแท่งหรือกองทุน เพราะอยากได้ความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม แต่คุณเคยสังเกตไหมว่า…ทำไมบางคนกำไรต่อเนื่อง ขณะที่อีกหลายคนจบด้วยคำว่าล้างพอร์ต? ตลาดทองให้โอกาสเสมอ แต่ก็ทดสอบวินัยอย่างหนัก บทความนี้จะพาคุณไล่ตั้งแต่โครงสร้างตลาด ปัจจัยที่ขับเคลื่อนราคา ไปจนถึงระบบป้องกันความเสี่ยงที่ช่วยให้คุณอยู่รอดระยะยาว ไม่ใช่แค่รอดวันต่อวัน เทรดทอง Forex (XAUUSD) คืออะไร? เข้าใจโครงสร้างตลาดทองคำโลก XAUUSD คือสัญลักษณ์ที่ใช้แทนราคาทองคำเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ การเคลื่อนไหวของกราฟจึงสะท้อนทั้งแรงซื้อขายทอง และทิศทางของค่าเงินสหรัฐไปพร้อมกัน การเทรดทอง Forex ไม่ได้หมายถึงการซื้อทองมาเก็บไว้จริง ๆ แต่เป็นการเก็งกำไรส่วนต่างราคาผ่านสัญญา CFD คุณไม่ต้องกังวลเรื่องเก็บรักษา ไม่ต้องจ่ายค่ากำเหน็จ และไม่ต้องรอร้านทองเปิด ความต่างจากทองแท่งในไทยค่อนข้างชัด ทองแท่งซื้อเป็นบาททองคำ แต่ XAUUSD อ้างอิงราคาสปอตโลกเป็นดอลลาร์ต่อออนซ์ ตลาดมีสภาพคล่องสูง เปิดปิดออเดอร์ได้แทบจะทันที ต่างจากตลาดฟิวเจอร์สที่มีข้อกำหนดสัญญาเฉพาะตัว พูดง่าย ๆ คือ คุณกำลังเล่นกับ “ราคา” ไม่ใช่ “เนื้อทอง” จริง ทำไมคนนิยมเทรดทอง Forex? ข้อดีที่เหนือกว่าทองแท่ง ข้อแรกที่คนไทยชอบคือ ทำกำไรได้ทั้งสองทาง ถ้ามองว่าทองจะขึ้นก็เปิด […]

วิธีการวิเคราะห์

Price Action คืออะไร? สอนเทรดกราฟเปล่า แบบเข้าใจง่าย ใน 5 นาที

หากคุณเป็นเทรดเดอร์คนหนึ่งที่เคยเจอปัญหาเดิมซ้ำๆ เช่น อินดิเคเตอร์ตัดขึ้นบอกให้ซื้อแต่ราคากลับร่วง หรือตั้ง Stop Loss ไว้แล้วราคาลงมากิน SL ก่อนจะดีดกลับไปทางเดิม ปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากการพึ่งพาเครื่องมือที่ล่าช้า (Lagging Indicators) มากเกิน จนลืมดูสิ่งที่สำคัญที่สุดในตลาด นั่นคือราคาปัจจุบัน บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า Price Action หรือ PA มันคืออะไร เจาะลึกวิธีการเทรดแบบ กราฟเปล่า ซึ่งเป็นเทคนิคที่เทรดเดอร์มืออาชีพและกองทุนระดับโลกใช้อ่านใจตลาด เพื่อให้คุณเลิกเป็นเม่าที่บินเข้ากองไฟ และเปลี่ยนมาเป็นนักล่าที่อ่านจังหวะได้อย่างแม่นยำ Price Action คืออะไร? Price Action คือ ศาสตร์การวิเคราะห์พฤติกรรมของราคาผ่านกราฟเปล่า โดยพิจารณาจากการเคลื่อนไหวของราคา (Price) เทียบกับเวลา (Time) ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอินดิเคเตอร์ที่ซับซ้อน หรือใช้ร่วมกันเพื่อประกอบการตัดสินใจเล็กน้อยเท่านั้น หัวใจสำคัญของ Price Action ไม่ใช่การท่องจำรูปแบบกราฟ แต่เป็นการอ่านเรื่องราวที่ตลาดกำลังบอกเรา ผ่านแรงซื้อและแรงขายที่เกิดขึ้นจริง ณ ขณะนั้น ซึ่งต่างจาก Technical Analysis แบบดั้งเดิมที่พึ่งพาอินดิเคเตอร์ (เช่น RSI, MACD, Moving […]

กลยุทธ์การซื้อขาย

เทรดทองควรดูข่าวอะไรเป็นหลัก? คู่มือเลือกข่าวที่ส่งผลต่อราคาทองจริง

หลายคนเชื่อว่าการเป็นเทรดเดอร์ทองที่เก่งคือคนที่ต้องรู้เยอะ ต้องตามข่าวทุกสำนักบน FB หรือสิงอยู่ตามกลุ่ม Line/X ตลอด 24 ชั่วโมง ความจริงการรู้เยอะแต่ว่าไม่สามารถแยกแยะ คือสาเหตุหลักที่ทำให้พอร์ตระเบิด เพราะในตลาดทองคำข้อมูลแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ที่นักเทรดต้องแยกให้ขาด ยอมรับเถอะครับว่านักเทรดไทยส่วนมากรับข่าวสารผ่าน Social Media เป็นหลัก ซึ่งมักจะเจอกับ บทความนี้เราจะคัดเฉพาะเนื้อ ข่าวที่ส่งผลต่อราคาทองคำจริงๆ เพื่อให้คุณเลิกสับสน และเริ่มเทรดตามกลไกตลาดที่ถูกต้องเสียที ข่าวที่เทรดทองควรดูจริง 1. ข่าวดอกเบี้ยสหรัฐฯ และท่าที Fed (ข่าวอันดับ 1 สำหรับทอง) ถ้าเปรียบการเทรดทองเป็นเกมฟุตบอลธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็คือกรรมการที่สามารถเปลี่ยนกติกาได้ตลอดเวลา นี่คือข่าวที่มีอิทธิพลสูงที่สุดเพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินดอลลาร์ (USD) ซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามหลักของทองคำ ทำไมทองคำถึงแพ้ทางดอกเบี้ย? ทองคำมีสถานะเป็นสินทรัพย์ที่ “ไม่มีปันผลและไม่มีดอกเบี้ย” เมื่อดอกเบี้ยขึ้น: นักลงทุนจะอยากถือเงินดอลลาร์หรือพันธบัตรมากกว่า เพราะได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงิน ทำให้ทองคำหมดเสน่ห์และราคาลดลง เมื่อดอกเบี้ยลง: ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองจะต่ำลง นักลงทุนจึงหันมาสะสมทองคำเพื่อเก็งกำไรและป้องกันเงินเฟ้อแทน ไม่ใช่แค่ขึ้น/ลง แต่คือน้ำเสียงของ Fed การเทรดในปี 2026 เราไม่ดูแค่ตัวเลขดอกเบี้ยว่าจะเป็น 3.50% หรือเท่าไหร่ แต่เราดู […]

คู่มือเริ่มต้น

Leverage กับ Margin Call: ตลาดพาคุณออกจากเกมได้ยังไง

เคยไหม วิเคราะห์มาอย่างดี กราฟกำลังจะไปตามที่คิด แต่จังหวะสะบัดนิดเดียว พอร์ตคุณก็ระเบิดเสียก่อน หลังจากนั้นราคาวิ่งเข้าหาจุด Take Profit ตามแผนที่คุณวางไว้แบบน่าเจ็บใจ… คนส่วนใหญ่มักจะโทษฟ้าโทษฝน โทษว่าเจ้ามือคุม หรือคิดว่าตัวเองวิเคราะห์พลาด แต่ความเป็นจริง คุณอาจจะไม่ได้แพ้ตลาด แต่คุณกำลังแพ้กับ “เงื่อนไขของเกม” ที่คุณเลือกเล่นเองต่างหาก รากฐานความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือเรามักคิดว่าเราแพ้เพราะเข้าออเดอร์ผิด หรือวิเคราะห์พลาด แต่ความจริงอันโหดร้ายคือคนจำนวนมากมองถูกทาง แต่ว่าไม่สามารถยืนระยะนานพอ จำไว้ว่าตลาดไม่สนใจว่าคุณคิดอะไร ต่อให้คุณจะมีเหตุผลซัพพอร์ตล้านแปด หรือใช้ Indicator เทพขนาดไหน ตลาดสนใจแค่ว่า account ของคุณยังรับความผันผวนไหวหรือเปล่า ถ้าพอร์ตของคุณไม่สามารถทนรับแรงเหวี่ยง แม้คุณจะมองขาด คุณก็เป็นได้แค่ผู้ชมที่ยืนมองคนอื่นรวยจากทิศทางที่คุณมองถูก Leverage คืออะไร ในมุมที่คนมักไม่เข้าใจ คนส่วนใหญ่มอง Leverage เป็นเครื่องทุ่นแรง ที่ช่วยให้คนเบี้ยน้อยหอยน้อยรวยเร็วขึ้น แต่ความเป็นจริงของโลกการเงิน Leverage คือแว่นขยายที่ขยายทั้งกำไรและความ…หาย และที่สำคัญที่สุด… มันไม่เพิ่มโอกาสชนะ แต่มันเร่งสปีดการแพ้ หลายคนเข้าใจผิดว่าการมี Leverage เยอะๆ จะช่วยให้ทำกำไรมากขึ้น จริงๆ แล้ว Leverage ไม่ได้เปลี่ยนความน่าจะเป็นของกราฟเลย กราฟจะขึ้นหรือจะลงมันไม่สนว่าคุณใช้ Leverage […]

การจัดการความเสี่ยง

MM คืออะไร ทำไมเทรดเดอร์ที่รอดในระยะยาวให้ความสำคัญมากกว่าสัญญาณเข้าเทรด

เทรดเดอร์จำนวนมากเคยผ่านเหตุการณ์แบบเดียวกัน คือระบบเทรดดี ชนะต่อเนื่องหลายไม้ แต่พอพลาดครั้งเดียว กำไรที่สะสมไว้หายเกลี้ยง แถมเงินต้นยังหดหนัก เหตุการณ์แบบนี้เกิดจากการไม่มีระบบบริหารเงินที่แข็งแรง หัวใจสำคัญของการเทรดที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุดไม่ใช่อินดิเคเตอร์ ไม่ใช่จุดเข้า แต่มันคือ Money Management หรือ MM นี่เอง มือใหม่มักถามว่าจะเข้าไม้ตรงไหน แต่คนที่อยู่รอดจริงจะถามก่อนว่าถ้าผิด/แพ้ เสียหายขนาดไหน จะเหลือเงินเท่าไหร่ mm เป็นตัวกำหนดว่าใครจะล้มหายออกจากตลาด และใครจะสามารถเปลี่ยนการเทรดให้กลายเป็นอาชีพที่ยั่งยืน Money Management คืออะไร? มีบทบาทยังไงกับการเทรด Money Management คือระบบการจัดการเงินทุนในพอร์ตเทรดอย่างเป็นขั้นตอน เป้าหมายหลักคือจำกัดความเสียหายต่อครั้ง เพื่อให้พอร์ตไม่พังจากความผิดพลาดไม่กี่ไม้ พูดให้เห็นภาพ MM คือระบบ “กันชน” ของพอร์ต แก่นสำคัญของ MM คือการรักษาเงินต้นก่อน แล้วค่อยพูดเรื่องกำไร เพราะถ้าเงินต้นหาย โอกาสก็หายด้ว  องค์ประกอบของ MM ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดขนาดออเดอร์ การตั้งจุดตัดขาดทุน การคำนวณสัดส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน และการวางแผนรับมือช่วงขาดทุนต่อเนื่อง ถ้าไม่มี MM การเทรดจะค่อย ๆ กลายเป็นการพนันโดยไม่รู้ตัว ทำไมนักเทรดจำนวนมากพอร์ตแตกทั้งที่มีระบบเข้าเทรด หากเราย้อนดูสถิติในกลุ่มชุมชนเทรดเดอร์อย่าง […]

คู่มือเริ่มต้น

Lot คืออะไร? วิธีคำนวณ Lot Size ใน Forex ทองคำ ดัชนี และคริปโตฯ สำหรับการวางแผนเทรด

การเข้ามาเทรดในตลาดการเงิน หลายคนมักโฟกัสที่กราฟ อินดิเคเตอร์ หรือจังหวะเข้าออก แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ควรรู้ก่อนสิ่งอื่นใดคือ “ขนาดไม้” ที่เรากำลังกดซื้อขายอยู่ เพราะมันคือคำตอบตรง ๆ ว่าไม้หนึ่ง เรากำลังเอาเงินไปเสี่ยงมากแค่ไหน Lot จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขในช่องคำสั่ง แต่เป็นตัวกำหนดชะตาพอร์ตตั้งแต่ยังไม่เปิดออเดอร์ ถ้าเปรียบกับชีวิตประจำวัน บางอย่างเราซื้อเป็นแพ็ก บางอย่างซื้อเป็นโหล ตลาดการเงินใช้หลักเดียวกัน Lot คือหน่วยมาตรฐานที่บอกปริมาณสัญญาที่เราถืออยู่ ถ้าเข้าใจมันถูก คุณจะควบคุมความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้น แต่ถ้าเข้าใจคลาดเคลื่อน แค่กดไม้พลาดครั้งเดียว พอร์ตก็สะดุดแรงได้ทันที Lot คืออะไร? Lot คือหน่วยมาตรฐานสำหรับกำหนด “ขนาดสัญญา” ของการซื้อขายในตลาดการเงิน พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด Lot คือคำตอบของคำถามว่า คุณกำลังถือของใหญ่เกิน? ราคาขยับหนึ่งครั้งกินเงินเท่าไหร่? ในตลาด Forex หนึ่ง Standard Lot เท่ากับ 100,000 หน่วยของสกุลเงินฐาน ตัวเลขนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้การขยับของราคาทีละเล็กน้อย (ระดับ Pip) สามารถแปลงเป็นกำไรหรือขาดทุนที่เป็นตัวเงินได้อย่างชัดเจน เช่น ราคาคู่เงิน EURUSD ขยับเพียงไม่กี่ Pip แต่เงินในพอร์ตอาจเพิ่มหรือลดทันทีเป็นสิบหรือร้อย […]

open chat
close
สวัสดี! มีอะไรให้ช่วยไหม?
line
line

สแกน QR Code เพื่อเพิ่ม @monetamarkets และติดต่อเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าส่วนตัวของคุณผ่าน LINE ได้ทันที

line
MessengerSite
MessengerSite

สแกน QR Code เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่ผ่าน Messenger

MessengerSite
chat
chat
chat