นักเทรดจำนวนมากทุ่มเวลาไปกับการหา “จุดเข้า” ที่แม่นยำ พยายามปรับอินดิเคเตอร์ให้สวยที่สุด หรือฝันถึงการเข้าที่จุดต่ำสุดของกราฟ แต่สุดท้ายพอร์ตกลับไม่โตอย่างที่คิด ปัญหาไม่ใช่เพราะระบบไม่ดีพอ แต่อยู่ที่ลงเงินผิดขนาด ความผิดพลาดเล็ก ๆ แค่ไม่กี่ไม้สามารถลบกำไรทั้งเดือนหรือทั้งปีได้ และสิ่งที่เป็นตัวแบ่งชัดเจนระหว่างคนที่เทรดได้ยาวกับคนที่หายไปจากตลาด ก็คือการจัดการขนาดไม้ หรือที่เรียกว่า Position Sizing
หากปราศจากการวางแผนขนาดสัญญาหรือจำนวนหุ้นที่เหมาะสม ต่อให้คุณมีกลยุทธ์ที่มีอัตราการชนะ (Win Rate) สูงถึง 80% คุณก็ยังสามารถพอร์ตแตกได้เพียงเพราะการเทรดที่ผิดพลาดเพียงไม่กี่ครั้ง การบริหารเงินทุน (Money Management) จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้เทรดเดอร์ไทยอยู่รอดได้ในทุกสภาวะตลาด
Position Sizing คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกว่าจุดเข้าซื้อ
Position Sizing คือ กระบวนการกำหนดจำนวนหน่วย (Units) หรือจำนวนหุ้นที่คุณควรซื้อในแต่ละการเทรด เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดเงินทุนและความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ เป้าหมายหลักไม่ใช่การกำไรให้ได้มากที่สุดในครั้งเดียว แต่คือการรักษาเงินต้น (Capital Protection) เพื่อให้เราสามารถยืนระยะอยู่ในตลาดได้ในระยะยาว
ลองจินตนาการว่าคุณมีระบบเทรดที่ดีมาก แต่คุณใช้วิธีเทรดแบบ All-in หรือลงเงินเต็มพอร์ตในทุกไม้ เมื่อไหร่ก็ตามที่ตลาดเกิดความผันผวนรุนแรงผิดปกติ หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเพียงครั้งเดียว เงินทุนที่คุณสะสมมาทั้งปีอาจมลายหายไปทันที Position Sizing จึงเป็นเสมือนเข็มขัดนิรภัยที่ช่วยให้พอร์ตของคุณไม่พังทลายลงเมื่อเจอช่วงเวลาที่ตลาดไม่เป็นใจ
ปัญหายอดฮิตของนักเทรดไทย: เมื่อความโลภพาไปจนพอร์ตแตก
วัฒนธรรมการเทรดในประเทศไทยมักถูกขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกและอารมณ์ โดยเฉพาะอาการ กลัวตกรถ (FOMO) และการพยายาม ถัวเฉลี่ย (Averaging Down) ในฝั่งที่ขาดทุน ซึ่งมักจะนำไปสู่ปัญหาการ ติดดอย เป็นระยะเวลานาน
นักเทรดมือใหม่หลายคนมักเทรดด้วยความโลภโดยใช้ Leverage ที่สูงเกินตัวใน Forex หรือซื้อหุ้นเต็มวงเงินโดยไม่เผื่อทางหนีทีไล่ เมื่อราคาหุ้นเริ่มหลุดแนวรับ แทนที่จะตัดขาดทุน (Stop Loss) กลับเลือกที่จะถือสู้เพราะเชื่อว่าเดี๋ยวราคาก็กลับมา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่านักเทรดขาดการทำ Position Sizing ตั้งแต่ต้น เพราะหากเรามีการคำนวณขนาดไม้ที่ถูกต้อง ความกดดันทางอารมณ์จะลดลงอย่างมาก เนื่องจากเราทราบอยู่แล้วว่าในไม้ที่แย่ที่สุด เราจะเสียเงินเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตเท่านั้น
3 องค์ประกอบหลักในการคำนวณ Position Sizing
ก่อนที่คุณจะเริ่มคำนวณว่าควรซื้อกี่หุ้น หรือกี่ Lot คุณจำเป็นต้องทราบค่าตัวแปร 3 อย่างนี้ก่อนเสมอ:
- Account Equity: เงินทุนทั้งหมดในพอร์ตที่คุณมีอยู่จริง ณ ปัจจุบัน (เช่น 100,000 บาท)
- Risk per Trade: เปอร์เซ็นต์ของเงินทุนที่คุณยอมเสียได้หากการเทรดครั้งนั้นผิดทาง โดยมาตรฐานมืออาชีพมักจะใช้ที่ 1-2% ของพอร์ต
- Stop Loss Distance: ระยะห่างระหว่างราคาที่เข้าซื้อ (Entry Price) กับจุดที่ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ (Stop Loss Price)
ตารางเปรียบเทียบระดับความเสี่ยงต่อพอร์ต
| เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง (Risk per Trade) | จำนวนครั้งที่แพ้ติดต่อกันก่อนเงินหายครึ่งพอร์ต | ระดับความเครียดในการเทรด |
| 1% | 69 ครั้ง | ต่ำ – เน้นความยั่งยืน |
| 2% | 35 ครั้ง | ปานกลาง – มาตรฐานมืออาชีพ |
| 5% | 14 ครั้ง | สูง – เสี่ยงต่อการพอร์ตระเบิด |
| 10% | 7 ครั้ง | อันตรายมาก – ใกล้เคียงการพนัน |
วิธีคำนวณ Position Sizing สำหรับหุ้นและ Forex
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราจะใช้สูตรภาษาไทยที่เข้าใจง่าย ดังนี้:
จำนวนที่ต้องซื้อ = (เงินทุนรวม x % ความเสี่ยงที่ยอมรับได้) / ระยะตัดขาดทุนต่อหน่วย
ตัวอย่างการคำนวณสำหรับหุ้นไทย (SET)
สมมติคุณมีเงินทุน 100,000 บาท และกำหนดความเสี่ยงที่ 2% (หมายความว่ายอมเสียเงินได้สูงสุด 2,000 บาทในไม้นี้)
- ราคาซื้อหุ้น A: 10.00 บาท
- จุด Stop Loss: 9.50 บาท (ระยะตัดขาดทุนคือ 0.50 บาทต่อหุ้น)
- คำนวณ: 2,000 / 0.50 = 4,000 หุ้น
สรุป: คุณต้องซื้อหุ้น A จำนวน 4,000 หุ้น (ใช้เงินจริง 40,000 บาท) หากราคาตกลงไปที่ 9.50 บาท คุณจะขาดทุน 2,000 บาท ซึ่งเท่ากับ 2% ของพอร์ตพอดี
ตัวอย่างการคำนวณสำหรับตลาด Forex
ในตลาด Forex เรามักคำนวณเป็นจำนวน Lot โดยต้องคำนึงถึงค่า Pip Value
- เงินทุน: 10,000 USD เสี่ยง 1% (เท่ากับ 100 USD)
- ระยะ Stop Loss: 200 Pips
- คำนวณ: 100 / (200 x Pip Value)
- หาก 1 Standard Lot มี Pip Value คือ 10 USD: 100 / (200 x 10) = 0.05 Lots
เทคนิคขั้นสูง: การใช้ ATR (Average True Range) ช่วยกำหนดขนาดไม้
บางครั้งการตั้ง Stop Loss แบบตายตัวอาจทำให้คุณโดน “สะบัดหลุด” (Whipsaw) ได้ง่าย นักเทรดมือโปรจึงนิยมใช้ค่า ATR เข้ามาช่วย ซึ่ง ATR คือเครื่องมือวัดความผันผวนของราคาสินค้าในช่วงเวลาหนึ่ง
หากช่วงนั้นตลาดมีความผันผวนสูง (ค่า ATR สูง) ระยะ Stop Loss ของคุณควรจะกว้างขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาเหวี่ยงมาโดนจุดตัดขาดทุน และเมื่อระยะ Stop Loss กว้างขึ้น ตามสูตรคำนวณแล้ว ขนาดไม้ (Position Size) ของคุณจะต้อง เล็กลง โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ยอดเงินที่เสี่ยงยังคงเท่าเดิม วิธีนี้จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากสภาวะตลาดที่ “สะบัด” แรงๆ ได้
การเทรดคือเกมแห่งสถิติไม่ใช่การวัดดวง
การทำ Position Sizing ไม่ใช่เรื่องของการจำกัดกำไร แต่มันคือการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อให้คุณมีโอกาสเทรดในวันถัดไป การเทรดแบบมืออาชีพคือการเน้นความยั่งยืน ไม่ใช่การรวยเร็วเพียงข้ามคืนแต่ต้องมาเสี่ยงกับการหมดตัว การฝึกคำนวณขนาดไม้ก่อนส่งคำสั่งซื้อขายทุกครั้ง จะช่วยเปลี่ยนนิสัยการเทรดของคุณจากการพนัน ให้กลายเป็นธุรกิจที่มีการวางแผนอย่างรัดกุม
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน หรือวิชาชีพใด ๆ ข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ปรากฏไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำหรือการชักชวนจาก Moneta Markets หรือผู้เขียน ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนตัดสินใจลงทุน

