ในการลงทุนยุค 2026 โลกเต็มไปด้วยความผันผวนจากทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคและกระแส AI ที่ขับเคลื่อนราคาอย่างรวดเร็ว ปัญหาใหญ่ที่นักลงทุนไทยมักเจอไม่ใช่การหาสินทรัพย์เพื่อเทรด แต่คือการขายหมู” (ขายเร็วเกิน) หรือไม่ก็ “ติดดอย” (ถือของขาลงนานเกิน) เพราะพยายามคาดเดาจุดสูงสุดต่ำสุดของตลาด หากคุณเหนื่อยกับการต้องมานั่งลุ้นว่าพรุ่งนี้ดัชนี SET จะเขียวหรือแดง หรือราคาทองคำจะร่วงเพราะตัวเลขเงินเฟ้อไหม กลยุทธ์ Trend Following หรือการเทรดตามแนวโน้ม คือคำตอบที่จะช่วยให้คุณลงทุนอย่างมีระบบและทำกำไรเป็นกอบเป็นกำจากรอบใหญ่ของตลาด
Trend Following คืออะไร?
Trend Following คือกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นการเทรดตามน้ำ หรือการเทรดในทิศทางเดียวกับราคาตลาด หลักการคือซื้อเมื่อราคากำลังขึ้น และขายเมื่อราคากำลังลง ไม่สนใจที่จะพยากรณ์ล่วงหน้าว่าราคาจะสิ้นสุดที่ตรงไหน
ในปี 2026 ที่เม็ดเงินไหลเข้าออกเร็วมาก การวัดใจด้วยความรู้สึกมักจบด้วยความพ่ายแพ้ การเป็น Trend Follower คือการเลิกงัดข้อกับตลาด แต่เปลี่ยนมาเป็นนักโต้คลื่นที่รอให้คลื่นก่อตัวชัดเจนแล้วค่อยโดดขึ้นขี่มัน ข้อดีคือช่วยลดความเครียด เพราะเราไม่ได้ต้องการซื้อที่จุดต่ำสุด แต่เราต้องการซื้อในจุดที่ชัวร์แล้วว่าเทรนด์มาแล้ว
3 สัญญาณเตือนระวังตกรถและวิธีดูเทรนด์
นักลงทุนไทยหลายคนกลัวการซื้อหุ้นที่ราคาขึ้นมาระดับนึงแล้วเพราะคิดว่าแพง แต่ว่าโลกของ Trend Following การที่ราคาขยับขึ้นคือสัญญาณแรกที่บอกว่าเงินกำลังไหลเข้า วิธีการแยกแยะแนวโน้มให้ขาดก่อนเริ่มลุยมีดังนี้:
- การที่ราคาทำ Higher High และ Higher Low (HH/HL): นี่คือพื้นฐานที่สุด หากราคาทำจุดสูงสุดใหม่ที่ “สูงขึ้น” และจุดต่ำสุดใหม่ที่ “ไม่ต่ำกว่าเดิม” แสดงว่าแนวโน้มยังแข็งแกร่ง อย่าเพิ่งรีบขายเพียงเพราะคิดว่ามันแพงแล้ว
- การเบรกกรอบราคา (Breakout): เมื่อราคาฝ่าด่านแนวต้านสำคัญพร้อมวอลุ่มมหาศาล นั่นคือเสียงนกหวีดเริ่มเกม
- พฤติกรรมราคาไม่หลุดแนวรับ: ในช่วงที่ราคาพักตัว ถ้าราคายังรักษาฐานได้ดี ไม่ไหลลงไปทำ Lower Low (LL) แสดงว่าเทรนด์ยังอยู่
จำไว้ว่าอย่าไปงัดข้อกับตลาด ถ้ากราฟยังเป็นทรงขาลง การเข้าไปรับของเพราะคิดว่าถูกคือการหาเรื่องติดดอย
การเทรด “ทองคำ” (XAU/USD) ด้วยกลยุทธ์รันเทรนด์
ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่เทรดด้วยกลยุทธ์ Trend Following ดีที่สุด เพราะเมื่อเกิดปัจจัยระดับโลก เทรนด์มักจะวิ่งยาวและรุนแรง
- จุดเข้าเทรด: ในปี 2024-2025 ทองคำเบรกเอาท์ผ่านแนวต้านสำคัญที่ $2,100 พร้อมกับการที่เส้น EMA 50 ตัด EMA 200 ขึ้น (Golden Cross) นี่คือสัญญาณบอกว่ารอบใหญ่มาแล้ว
- การถือทน: ในระหว่างที่ราคาวิ่งจาก $2,100 ไปถึง $2,600 ราคาอาจมีการย่อตัวแรงๆ บ้าง นักเทรดสาย Trend Following จะไม่ตกใจขายตราบใดที่ราคายังไม่หลุดเส้น EMA 50 หรือยังทำ Higher Low อยู่
- จุดทำกำไร: เราจะขายเมื่อเทรนด์เปลี่ยน เช่น ราคาหลุดเส้นค่าเฉลี่ย หรือทำรูปแบบ Double Top แล้วหลุดแนวรับสำคัญลงมา แม้เราจะไม่ได้ขายที่จุดสูงสุด แต่เราจะได้กำไร “คำโต” จากช่วงกลางถึงเกือบจบเทรนด์
การเทรด “หุ้นไทย” (SET Index) ในกลุ่ม Momentum
ในตลาดหุ้นไทย เช่น หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์หรือโรงไฟฟ้าที่เคยเป็นผู้นำตลาด
- กลยุทธ์: ใช้ EMA 25 และ 50 เป็นตัวประคองเทรนด์
- ตัวอย่าง: หากหุ้น A เบรกกรอบสะสมสะสมระยะเวลา 6 เดือน แล้วพุ่งทะลุพร้อมวอลุ่ม นักเทรดจะเข้าซื้อทันที และใช้จุด Low ล่าสุดเป็น Stop Loss
- การรันเทรนด์: ตราบใดที่แท่งเทียนยังปิดเหนือเส้น EMA 25 เราจะปล่อยให้กำไรวิ่งไปเรื่อยๆ (Let Profit Run) ต่อให้มีข่าวร้ายสั้นๆ แต่ถ้ากราฟราคาไม่เสียทรง เราจะไม่ขายเด็ดขาด วิธีนี้ช่วยป้องกันอาการขายหมูที่มักเกิดกับหุ้นที่กำลังจะเป็น Super Stock
อาวุธลับสายรันเทรนด์: EMA, MACD และอินดิเคเตอร์ยอดฮิต
การจะเป็น Trend Follower มือโปรคุณต้องมีเครื่องมือคู่ใจ ปัจจุบัน TradingView คือแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ที่สุด โดยมี Indicator พื้นฐานแต่ทรงพลังดังนี้:
- Exponential Moving Average (EMA): เส้นค่าเฉลี่ยราคา ให้น้ำหนักกับราคาล่าสุด เส้นที่นิยมที่สุดคือ EMA 50 (เทรนด์ระยะกลาง) และ EMA 200 (เทรนด์ระยะยาว)
- MACD (Moving Average Convergence Divergence): ใช้ดูโมเมนตัมของเทรนด์ ถ้า MACD อยู่เหนือเส้น Zero Line และมีแรงส่งต่อเนื่อง แสดงว่าคลื่นลูกนี้ยังมีพลัง
- Average True Range (ATR): เครื่องมือลับที่คนไทยชอบใช้เพื่อตั้ง Stop Loss ตามความผันผวนจริงของหุ้นตัวนั้น ไม่ใช่การตั้งมั่วตามความรู้สึก
วิธีแยก “พายุจริง” ออกจาก “ลมพัดผ่าน” (Real Trend vs False Breakout)
ในตลาดที่ผันผวนอย่างปี 2026 ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของสาย Trend Following ไม่ใช่การมองเทรนด์ไม่ออก แต่คือการ “เข้าผิดจังหวะ” เพราะแยกไม่ออกว่ากราฟที่พุ่งขึ้นไปนั้นคือจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหญ่ (Real Trend) หรือเป็นแค่ลมพัดผ่านที่หลอกให้เรากระโดดใส่แล้วดึงกลับลงมาฆ่า (False Breakout)
3 จุดสังเกตเพื่อคัดกรองเทรนด์คุณภาพ:
- ปริมาณวอลุ่มและการยืนระยะ: พายุของจริงมักจะมาพร้อมกับการเบรกเอาท์ที่รุนแรงและไม่ย้อนกลับลงมาที่จุดเดิมทันที หากราคาพุ่งทะลุแนวต้านแล้วมีการย่อตัวลงมาทดสอบ (Retest) แล้วดึงกลับขึ้น นั่นคือสัญญาณของพายุลูกใหญ่ แต่ถ้าทะลุแล้ววอลุ่มหายและทิ้งตัวกลับเข้ากรอบเดิม นั่นคือลมหลอกที่คุณควรอยู่ห่าง
- การทำลายโครงสร้าง: ลมพัดผ่านอาจจะสะบัดกราฟจนดูเหมือนเปลี่ยนทิศ แต่พายุจริงจะมีการทำ Higher High และ Higher Low ที่ชัดเจนในกรอบเวลาใหญ่ หากใน H1 เริ่มยกฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นคือสัญญาณว่าเทรนด์กำลังก่อตัวเป็นพายุที่มั่นคง
- ความสอดคล้องของเครื่องมือ: อย่าเชื่อแค่เส้น EMA เส้นเดียว พายุจริงต้องมีแรงสนับสนุนจากเครื่องมืออื่น เช่น MACD ที่ตัดขึ้นเหนือเส้น 0 หรือ RSI ไม่อยู่เขต Overbought เกิน หากเครื่องมือเหล่านี้สอดคล้องกัน โอกาสที่คุณจะขี่พายุจนจบเทรนด์จะมีสูงขึ้นมหาศาล
การจัดการความเสี่ยง: สกัดกั้นการจมทุน และความเสียหายหนัก
แม้ตลาดหุ้นจะไม่มีคำว่าพอร์ตแตกเหมือนการเทรดด้วย Leverage (ยกเว้นหุ้นถูก Delist) แต่ศัตรูที่แท้จริงคือการจมทุน จนเสียโอกาสการเข้าหุ้นตัวใหม่ที่กำลังวิ่ง
- กฎ 1-2% (Risk per Trade): ไม่ใช่การลงเงินแค่ 1-2% แต่หมายถึงถ้าขาดทุนต้องไม่เกิน 1-2% ของเงินทั้งพอร์ต เช่น มีเงิน 100,000 บาท หากหุ้นหลุดจุด Stop Loss คุณต้องเสียเงินไม่เกิน 1,000-2,000 บาท วิธีนี้จะทำให้คุณเทรดผิดทางได้หลายครั้งโดยที่เงินต้นยังเหลือมากพอจะสู้ต่อ
- Position Sizing: คำนวณจำนวนหุ้นที่จะซื้อตามระยะห่างของจุดตัดขาดทุน ไม่ใช่ซื้อตามความรู้สึกว่าอยากได้เยอะ
- Stop Loss คือทางรอด: ในตลาดหุ้นไทยที่บางครั้งลงแล้วลงยาว การตัดไฟแต่ต้นลมคือการรักษาสภาพคล่องไว้รอโอกาสที่ใช่จริงๆ ถ้ากราฟเสียทรง อย่าไปหลงรักหุ้น
ปรับ Mindset สู่ Trend Follower: เมื่อวินัยสำคัญกว่ากราฟเทคนิค
การเป็นนักลงทุน Trend Following ไม่ได้ต้องการความฉลาดล้ำเลิศ แต่ต้องการวินัยที่สูงส่ง คุณต้องกล้าซื้อในวันที่คนอื่นกลัวเพราะเทรนด์เริ่มมา และกล้าขายในวันที่คนอื่นมั่นใจเพราะเทรนด์จบแล้ว ในปี 2026 นี้ ตลาดจะยิ่งคัดกรองคนไม่มีระบบออก หากคุณฝึกฝนจนชำนาญ คุณจะไม่ใช่แค่แมลงเม่าที่บินเข้ากองไฟ แต่จะเป็นเม่าที่คล่องตัว ขี่ยอดคลื่นของทุกเทรนด์เพื่อทำกำไรอย่างยั่งยืน
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน หรือวิชาชีพใด ๆ ข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ปรากฏไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำหรือการชักชวนจาก Moneta Markets หรือผู้เขียน ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนตัดสินใจลงทุน

