เหตุการณ์ล่มสลายของ LUNA Coin และระบบนิเวศ Terra ในปี 2565 ถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญที่นักลงทุนคริปโทฯทั่วโลกลืมไม่ลง มูลค่าตลาดหลายพันล้านดอลลาร์หายวับในเวลาไม่กี่วัน นักลงทุนต้องตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับความเสี่ยงของ Stablecoin แบบ Algorithmic ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมการเงินแห่งอนาคต
วันนี้เราจะไล่เรียงตั้งแต่ LUNA Coin คืออะไร กลไกพังลงได้อย่างไร ความแตกต่างระหว่าง Terra Classic (LUNC) กับ Terra 2.0 (LUNA) จนถึงบทเรียนและมุมมองที่นักลงทุนไทยควรรู้ก่อนตัดสินใจเกี่ยวกับเหรียญกลุ่มนี้
LUNA Coin คืออะไร
ก่อนวิกฤต Terra เป็นโปรเจกต์ Blockchain ที่ต้องการสร้างระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ให้คนใช้งาน Stablecoin ได้เหมือนเงินดิจิทัลที่มีเสถียรภาพ เชื่อมโยงกับค่าเงินหลักทั่วโลก LUNC คือเหรียญดั้งเดิมที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน เคยมีราคาสูงสุดถึง 119 ดอลลาร์ต่อเหรียญ
บทบาทของ LUNA และ UST
ระบบนิเวศ Terra มี 2 เหรียญที่ทำงานประสานกัน:
- LUNA Coin ใช้เป็นเหรียญกำกับดูแลเครือข่าย และเป็นตัวดูดซับความผันผวนเพื่อพยุงราคา UST
- UST (TerraUSD) เป็นเหรียญ Stablecoin แบบ Algorithmic ที่ตั้งเป้ารักษามูลค่าไว้ที่ 1 ดอลลาร์ โดยไม่ใช้สินทรัพย์สำรองค้ำประกันเหมือน USDT หรือ USDC แต่พึ่งพากลไกคณิตศาสตร์ และสมดุลระหว่างการสร้างและเผาเหรียญ (Mint-and-Burn)
กลไก Mint-and-Burn ทำงานยังไง
หัวใจของระบบคือกลไกการแลกเปลี่ยนระหว่าง LUNA กับ UST ในมูลค่า เท่ากับ 1 ดอลลาร์เสมอ
- เมื่อ UST ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ ผู้ใช้แลก UST หนึ่งเหรียญเป็น LUNA มูลค่า 1 ดอลลาร์ ระบบจะเผา UST เพื่อลดอุปทาน ช่วยดันราคาให้กลับขึ้น
- เมื่อ UST สูงกว่า 1 ดอลลาร์ ผู้ใช้แลก LUNA หนึ่งดอลลาร์เพื่อสร้าง UST เพิ่ม เติมอุปทานให้ราคา UST ลดลงมาใกล้ 1 ดอลลาร์
ด้วยวิธีนี้ LUNA ทำหน้าที่เหมือนกันชน หาก UST หลุดมูลค่า LUNA จะถูกสร้างเพิ่มเพื่อพยุงระบบ แต่ในทางกลับกัน หากระบบสั่นคลอน LUNA ก็จะถูกกดดันอย่างหนักเช่นกัน
ต้นต่อการล่มสลายของ LUNA/UST
เดือนพฤษภาคม 2565 กลไกที่เคยดูสมบูรณ์แบบเริ่มสั่นคลอนและเข้าสู่สิ่งที่หลายคนเรียกว่า Death Spiral วงจรที่ยิ่งแก้ยิ่งพัง ตามรายงาน Stablecoin Market Catchup จาก Nansen (2565) กล่าวว่า “อุปทาน stablecoin โดยรวมลดลง 13.4% จาก 164.2 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 142.2 พันล้านดอลลาร์” และมี “spike ของธุรกรรมขนาดใหญ่” ในช่วงเหตุการณ์ความผันผวน เช่น การล่มสลายของ Terra/UST สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแรงเทขาย (run) ของ stablecoin ในวงกว้าง ไม่ใช่เพียง UST เท่านั้น
จุดเริ่มต้นของการหลุดมูลค่า (De-Peg)
แหล่งทุนรายใหญ่ทำการเทขาย UST จำนวนมหาศาล ทำให้ราคา UST หลุดจาก 1 ดอลลาร์เล็กน้อย ฟังดูไม่มาก แต่นักลงทุนในตลาด Stablecoin รู้ดีว่า “ความเชื่อมั่น” คือทุกอย่าง พอราคาแตะ $0.98 หลายคนก็เริ่มกังวลทันที เหมือนเวลาค่าเงินบาทผันผวนก่อนประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ คนจะรู้สึกว่าตลาดเริ่มตึง
Death Spiral วงจรแห่งความหายนะ
เมื่อราคา UST ลงไปแตะ $0.98 นักลงทุนที่ถือ UST เริ่มตื่นตระหนกและพยายามแลก UST เป็น LUNA หรือ Stablecoin อื่น
- แรงกดดันแรก: ผู้ถือ UST แห่แลกเป็น LUNA อุปทาน LUNA จึงเพิ่มแบบไม่หยุด
- แรงกดดันสอง: จำนวน LUNA ที่เพิ่มขึ้นรุนแรงมากจนราคาของมันดิ่งลง
- แรงกดดันสาม: LUNA อ่อนค่าลงอย่างหนักทำให้คนยิ่งหมดศรัทธาใน UST ซึ่งสุดท้ายยิ่งเร่งการขายออก
ผลลัพธ์คือราคา UST หลุดจาก $1 แบบไม่อาจดึงกลับ และราคาของเหรียญ LUNA ร่วงจากหลายร้อยดอลลาร์เหลือต่ำกว่า $0.1 ในเวลาเพียงไม่กี่วัน
ปัญหาหลักคือโครงสร้างของระบบที่ไม่มีเพดานจำกัดจำนวน LUNA หาก UST ถูกไถ่ถอนพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงของ LUNA จนเหรียญสูญเสียมูลค่าพื้นฐานอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้แตกต่างจาก Stablecoin แบบมีสินทรัพย์ค้ำประกัน เช่น USDC ที่ยังมีทุนสำรองตรวจสอบได้รองรับไว้
Anchor Protocol และบทบาทของ Do Kwon
Anchor ซึ่งเป็นโปรเจกต์หลักที่จ่ายดอกเบี้ยฝาก UST สูงถึง 20% ก็เร่งให้ปัญหาบานปลาย เมื่อรายใหญ่เริ่มถอนเงินออก ความไม่วางใจจึงทวีคูณ ส่วน Do Kwon ผู้ก่อตั้งถูกจับตามองอย่างหนัก เพราะเป็นผู้ออกแบบกลไก Algorithmic Stablecoin ที่เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมด
Terra 2.0 (LUNA) vs LUNA Classic (LUNC)
หลังการล่มสลาย Do Kwon เสนอแผนฟื้นฟูด้วยการ Hard Fork (สร้าง Blockchain ใหม่) ทำให้เกิดเหรียญ 2 ระบบอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ความแตกต่างของสองเหรียญ
| คุณสมบัติ | Terra 2.0 (LUNA) | Terra Classic (LUNC) |
| ชื่อเหรียญ | LUNA | LUNC |
| บล็อกเชน | Blockchain ใหม่หลังการ Hard Fork | Blockchain เดิมที่ล่มสลาย |
| กลไก Stablecoin | ไม่มี UST อีกแล้ว | ยังมี USTC แต่สูญเสียการผูกมูลค่าไปแล้ว |
| อุปทาน | มีการจำกัด + แจก Airdrop ให้กัลผู้ถือ LUNA/USTC เดิม | อุปทานล้น เนื่องจากการ Mint เหรียญ เพื่อพยุง UST ช่วงล่มสลาย |
| เป้าหมาย | สร้างใหม่ เน้น Web3 และ DeFi แบบไม่มีความเสี่ยงจาก Algorithmic Stablecoin | ชุมชนพยายามฟื้นฟูด้วยวิธีเผาเหรียญ |
สถานะปัจจุบันของ LUNA Coin
แม้ Terra 2.0 จะเปิดตัวพร้อมการ Airdrop ให้ผู้เสียหาย แต่ราคาของ LUNA ใหม่ยังผันผวนสูง และระบบนิเวศต้องสร้างจากศูนย์ ต่างจากสมัยที่ LUNA เดิมรุ่งเรืองจนติด Top 10 ของโลก
3 บทเรียนจาก LUNA ที่นักลงทุนไทยควรตระหนัก
เหตุการณ์นี้มีค่ามากกว่าการเป็นเพียงข่าวดัง มันคือบทเรียนด้านการบริหารความเสี่ยงที่เราไม่ควรมองข้าม
1) ความเสี่ยงของ Algorithmic Stablecoin สูงกว่าที่คิด
นักลงทุนไทยควรเข้าใจว่า Algorithmic Stablecoin (เช่น UST) ไม่มีสินทรัพย์จริงรองรับ มันพึ่งความเชื่อใจและกลไกการคำนวณเป็นหลัก ต่างจากระบบที่คนไทยคุ้นเคย เช่น:
- เงินฝากในธนาคารมี DPA คุ้มครอง
- ค่าเงินบาทอยู่ภายใต้การดูแลของ ธปท.
แต่ UST และ LUNA ถูกค้ำด้วยโค้ด หากกลไกผิดพลาด ทุกอย่างสามารถพังลงภายในไม่กี่ชั่วโมง
2) ระวังผลตอบแทนที่สูงเกินจริง
ผลตอบแทน 20% จาก Anchor Protocal ฟังดูดีมาก แต่ยิ่งสูงก็ยิ่งต้องถามตัวเองให้หนักว่า:
- ดอกเบี้ยมาจากไหน?
- ยั่งยืนจริงหรือ?
- ความเสี่ยงด้านระบบอยู่ตรงไหน?
ผลตอบแทนสูงมักมาพร้อมความเสี่ยงที่คนมองไม่เห็นเสมอ
3) การกระจายความเสี่ยงคือพื้นฐานสำคัญ
อย่าทุ่มทุนทั้งหมดให้เหรียญหรือสินทรัพย์เดียว แม้แต่เหรียญใหญ่ ๆ เช่น Bitcoin หรือ Ethereum ก็ยังมีความเสี่ยงของตัวเอง การแบ่งสัดส่วนให้สินทรัพย์ที่มั่นคงกว่า คือวิธีลดอาการเจ็บหนักเวลาตลาดผันผวน
| ประเภทความเสี่ยง | คำถามที่ควรถาม |
| สภาพคล่อง | ถ้าทุกคนต้องการขายพร้อมกัน จะมีคนซื้อของเรา? |
| คู่สัญญา | กลไกทางคณิตศาสตร์สามารถทำงานได้จริงในสถานการณ์สุดขั้ว? |
| เชิงระบบ | ถ้าเหรียญหนึ่งพัง จะส่งผลต่อเหรียญอื่นในพอร์ตเรา? |
อนาคตของ Terra และบทบาทนักลงทุน
วิกฤต LUNA Coin สะท้อนว่านวัตกรรมโลกคริปโทฯมาพร้อมกับความเสี่ยงที่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่ารอดในระยะยาว Terra 2.0 เดินหน้าใหม่ด้วยการตัดกลไก Algorithmic Stablecoin ที่ล้มเหลวออก ส่วน Terra Classic ยังมีชุมชนที่พยายามฟื้นฟูต่อ
สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจกลไกของเหรียญก่อนลงทุน อย่าหลงกลผลตอบแทนที่ดูดีเกินจริง ใช้เงินที่พร้อมสูญเสียทั้งหมดเท่านั้นสำหรับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง
โปรเจกต์ Terra 2.0 ยังอยู่ในช่วงสร้างความเชื่อมั่นใหม่ และจำนวนโปรเจกต์ที่พัฒนาบน Blockchain ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับเชนที่เติบโตเร็วอย่าง Ethereum, Solana หรือ BNB Chain นักลงทุนควรประเมินว่าระบบนิเวศมีความสามารถแข่งขันมากพอหรือไม่ก่อนพิจารณาเข้าลงทุน
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน หรือวิชาชีพใด ๆ ข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ปรากฏไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำหรือการชักชวนจาก Moneta Markets หรือผู้เขียน ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนตัดสินใจลงทุน

