หลายคนเริ่มต้นเทรด Forex แล้วสงสัยว่าทำไมเพิ่งเปิดออเดอร์ก็ขาดทุนทันที คำตอบง่ายมาก นั่นคือค่าสเปรดที่คุณจ่ายโบรกเกอร์แบบไม่มีทางหลีกเลี่ยง ค่าสเปรดเป็นต้นทุนแรกที่ตัดกำไรของคุณทันทีที่กด Buy หรือ Sell และยิ่งคุณเทรดบ่อย ต้นทุนตรงนี้ยิ่งสะสมจนกระทบผลลัพธ์รวมแบบไม่รู้ตัว ลองนึกภาพเวลาแลกเงินต่างประเทศ คุณจะเห็นราคาซื้อกับราคาขายต่างกันเล็กน้อย นั่นล่ะคือค่าสเปรดของโลกจริงที่ถูกนำมาใช้กับตลาด Forex เช่นกันสรุปสั้นค่าสเปรดคืออะไร ค่าสเปรด (Spread) คือ “ส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask” ซึ่งเป็นต้นทุนแรกที่นักเทรดต้องจ่ายทันทีเมื่อเปิดออเดอร์
ค่าสเปรดคืออะไร ทำไมทุกออเดอร์ถึงเจอต้นทุนนี้
ในตลาด Forex ค่าสเปรด (Spread) คือส่วนต่างระหว่างราคา Ask กับราคา Bid ซึ่งเป็นราคาที่คุณต้องจ่าย ทันทีที่เปิดออเดอร์ กลไกนี้เป็นรายได้หลักของโบรกเกอร์ Forex โดยเฉพาะบัญชีที่ไม่มีค่าคอมมิชชั่นเพิ่มเติม จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกครั้งที่เปิดออเดอร์ คุณถึงติดลบก่อนเสมอ Ask คือราคาที่ทางโบรกเกอร์ขายให้คุณ ขณะที่ Bid คือราคาที่ทางโบรกเกอร์ยอมซื้อคืน ยิ่งส่วนต่างแคบ คุณยิ่งมีต้นทุนที่ดีขึ้น
ทำไมราคา Bid กับราคา Ask ถึงสำคัญมากในการดูค่าสเปรด
ราคา Ask ใช้สำหรับเปิดออเดอร์ Buy ส่วนราคา Bid ใช้เปิดออเดอร์ Sell และปิดสถานะ Long ด้วย ราคาที่เปลี่ยนแปลงเพียงไม่กี่จุดอาจหมายถึงความแตกต่างของต้นทุนโดยตรง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเทรดเดอร์ต้องเข้าใจทั้ง Bid และ Ask สูตรคำนวณค่าสเปรดนั้นเรียบง่ายมาก คือ Ask ลบ Bid ผลลัพธ์คือจำนวน Pip ซึ่งบอกต้นทุนของการเข้าเทรดแต่ละครั้งทันที
Spread = Ask − Bid
การแสดงผลบนกราฟราคา
กราฟส่วนใหญ่จะแสดงราคา Bid เป็นหลัก ส่วนราคา Ask จะสูงกว่านิดหน่อยตามขนาดสเปรด เวลาคุณกด Buy ระบบจะใช้ราคา Ask เสมอ ขณะที่การ Sell หรือการปิดออเดอร์ Buy จะใช้ราคา Bid นี่คือสาเหตุว่าทำไมตำแหน่งที่คุณตั้ง Take Profit หรือ Stop Loss ต้องเผื่อมาร์จิ้นของสเปรดไว้ด้วย เคยสังเกตไหมว่าบางครั้งราคาเหมือนไม่ชน Stop Loss แต่ว่าโดนปิดออเดอร์เฉย นั่นเพราะระบบใช้ Bid/Ask คนละฝั่งนั่นเอง
ประเภทของค่าสเปรด: คงที่หรือลอยตัว
| ลักษณะเปรียบเทียบ | สเปรดคงที่ (Fixed) | สเปรดลอยตัว (Floating / Variable) |
| การเปลี่ยนแปลง | คงที่ตลอด แม้ตลาดผันผวน | เปลี่ยนตามภาวะตลาดตลอดเวลา |
| ช่วงข่าวแรง | แทบไม่ขยาย | ขยายกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว |
| เหมาะกับใคร | คนที่ต้องการต้นทุนแน่นอน เทรดช่วงตลาดนิ่ง | คนที่สามารถรับความเสี่ยง เน้นสภาพคล่องสูง |
| ประเภทโบรกเกอร์ | พบใน Market Maker | พบมากใน ECN/STP |
สเปรดลอยตัวช่วงข่าว: ตัวการที่พาออเดอร์พังแบบไม่รู้ตัว
นักเทรดไทยจำนวนมากชอบเทรดช่วงค่ำถึงดึก ซึ่งเป็นเวลาที่มีข่าวใหญ่ของสหรัฐฯ และยุโรป คุณเคยเห็นไหมว่าในเสี้ยววินาทีสเปรดพุ่งจาก 1 Pip เป็น 20 Pip แบบไม่ทันตั้งตัว นี่คือสเปรดลอยตัวที่ขยายกว้างช่วงข่าว ซึ่งอาจส่งผลให้ Stop Loss โดนลากไกลกว่าจุดที่ตั้งไว้มาก ถ้าคุณเทรดสั้นแบบ Scalping ช่วงข่าว นี่อาจกลายเป็นต้นทุนที่หนักหนากว่าที่คุณคิดไว้หลายเท่า
ปัจจัยที่ทำให้ค่าสเปรดสูงหรือต่ำ
1. สภาพคล่องของตลาด
คู่เงินหลักอย่าง EUR/USD, USD/JPY มีสภาพคล่องสูง เพราะมีนักเทรดจำนวนมากจากผู้เล่นทั่วโลก ทำให้สเปรดต่ำ ในทางกลับกันคู่เงิน Exotic เช่น USD/THB หรือคู่เงินสกุลแปลกๆ มักมีสเปรดสูงเพราะปริมาณการซื้อขายไม่มาก สภาพคล่องยิ่งสูง สเปรดยิ่งแคบ เป็นธรรมชาติของตลาด
2. ความผันผวนของตลาด
ช่วงข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น CPI หรือ FOMC ความผันผวนจะสูงจนโบรกเกอร์จำเป็นต้องขยายสเปรดเพื่อรองรับความเสี่ยงที่ราคาจะเคลื่อนไหวรุนแรง ใครที่เคยตั้ง Pending Order ไว้ช่วงข่าวแล้วโดนเปิดแบบหลุดราคา จะรู้ดีว่าความผันผวนบวกสเปรดคือสาเหตุหลักจริง ๆ ยิ่งตลาดเหวี่ยงมากเท่าไหร่ สเปรดก็ยิ่งไม่มีทางนิ่ง คุณสามารถหลีกเลี่ยงช่วงสเปรดถ่างด้วยการติดตาม ปฏิทินเศรษฐกิจของ Investing.com เพื่อวางแผนการเทรดล่วงหน้า
3. เวลาที่คุณเทรด
ช่วงที่ลอนดอนกับนิวยอร์กเปิดพร้อมกัน มักเป็นเวลาที่สเปรดต่ำที่สุดเพราะมีปริมาณการเทรดสูงสุด แต่หลังเที่ยงคืนถึงเช้ามืดของไทย สเปรดมักกว้างขึ้นเนื่องจากตลาดเงียบ เทรดเดอร์หลายคนยังไม่รู้ว่าเวลาเทรดมีผลกับต้นทุนมากพอ ๆ กับกลยุทธ์ที่ใช้เลยทีเดียว
4. ประเภทของโบรกเกอร์
Market Maker มักเสนอสเปรดคงที่หรือสเปรดที่ดูต่ำมาก แต่ว่าโมเดลแบบนี้ทางโบรกเกอร์จะเป็นคนรับออเดอร์เอง ต่างจากโบรกเกอร์แบบ ECN/STP ที่ส่งคำสั่งซื้อขายเข้าตลาดโดยตรง ทำให้สเปรดอิงจากราคาของผู้บริการสภาพคล่อง แต่ต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นเพิ่ม คุณจึงควรดูภาพรวม ไม่ใช่เลือกเพียงเพราะสเปรดต่ำ
วิธีคำนวณค่าสเปรด
สเปรดถูกวัดเป็น Pip ซึ่งเป็นหน่วยมาตรฐานสำหรับวัดระยะการเคลื่อนไหวของราคาในตลาด Forex ตัวเลขน้อยนิด แต่ผลกระทบต่อกำไรจริงไม่น้อยเลย โดยเฉพาะถ้าใช้ Lot ใหญ่หรือเทรดถี่ ลองดูตัวอย่างประกอบเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น
ตัวอย่างการคำนวณสเปรด
สมมติ EUR/USD มีราคา Bid 1.12500 และ Ask 1.12515 ส่วนต่างคือ 0.00015 ซึ่งเท่ากับ 1.5 Pip ในคู่เงินที่มี 5 จุดทศนิยม นี่คือจำนวน Pip ที่คุณจ่ายทันทีเมื่อเปิดออเดอร์ ไม่ว่าราคาในตลาดจะเป็นอย่างไร
การแปลงค่าสเปรดเพื่อดูต้นทุนจริง
มูลค่าของ 1 Pip ขึ้นอยู่กับขนาด Lot ที่คุณเปิด
- 1 Standard Lot = ประมาณ $10 / 350 บาท ต่อ Pip
- 1 Mini Lot = ประมาณ $1 / 35 บาท ต่อ Pip
- 1 Micro Lot = ประมาณ $0.10 / 3.5 บาท ต่อ Pip
เช่น คุณเปิด Buy EUR/USD ขนาด 1 Mini Lot ด้วยสเปรด 1.5 Pip เท่ากับคุณจ่ายต้นทุน $1.50 / 52.50 บาท ทันที ราคาต้องวิ่งเข้าทางคุณอย่างน้อย 1.5 Pip ก่อน จึงจะเริ่มมีกำไรจริง นี่คือเหตุผลว่าทำไมกลยุทธ์ Scalping ต้องเลือกคู่เงินที่สเปรดต่ำมาก
วิธีจัดการต้นทุนสเปรด
1. ดูต้นทุนรวม: สเปรด + ค่าคอมมิชชั่น
บัญชี ECN มักมีสเปรดต่ำมากแต่มีค่าคอมมิชชั่นต่อ Lot ส่วนบัญชีปกติจะรวมต้นทุนในสเปรด การดูประสิทธิภาพต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจริงจึงสำคัญ เช่น สเปรด 0.2 Pip บวกค่าคอมฯ $6 / 210 บาท ต่อ Lot (ไปกลับราว 0.6 Pip) รวมต้นทุนประมาณ 0.8 Pip ถ้าไม่คิดยอดรวม คุณอาจเลือกบัญชีที่ดูถูกแต่ค่าใช้จ่ายจริงแพงกว่า
2. หลีกเลี่ยงการเทรดช่วงสเปรดกว้าง
หลีกเลี่ยงการเปิดออเดอร์ช่วงข่าวแรงหรือช่วงที่ตลาดเงียบจัด เพราะทั้งสองจังวะเป็นเวลาที่สเปรดจะขยายกว้างผิดปกติ ใครเทรดสั้นจะกระทบหนักที่สุด บางครั้งการรออีกแค่ 2 นาที ช่วยประหยัดเงินได้มากกว่าการคาดเดาทิศทางราคาเสียอีก
3. เลือกคู่เงินที่มีสเปรดนิ่งและสภาพคล่องสูง
คู่เงินหลักอย่าง EUR/USD หรือ USD/JPY เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับนักเทรดไทย เพราะสเปรดต่ำและนิ่งกว่าคู่เงิน Exotic มาก หากคุณยังใหม่ การเริ่มจากคู่เงินหลักจะช่วยลดต้นทุนล่องหนได้เยอะ อย่าเพิ่งรีบเล่นคู่เงินที่สเปรดกว้าง ถ้ายังไม่ชำนาญการคำนวณความคุ้มค่า
4. เลือกขนาด Lot ให้สอดคล้องกับความเสี่ยง
เมื่อใช้ Leverage สูงเกิน การขยับของราคาเพียง 1-2 Pip อาจส่งผลต่อต้นทุนรวมอย่างรุนแรง หากคุณเปิด Lot ใหญ่เกินตัว สเปรดแคบนิดเดียวก็สามารถกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่บานปลาย ประเมิน Lot ให้สอดคล้องกับทุนเสมอ เพื่อให้ต้นทุนแฝงไม่กัดกินพอร์ต
5. เลือกประเภทบัญชีเทรดให้เหมาะสม
บัญชี Standard สเปรดค่อนข้างกว้าง สเปรดค่อนข้างกว้าง เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ต้องการเรียนรู้ บัญชี ECN / Raw Spread สเปรดต่ำ 0.0 หรือ 0.2 Pip คิดค่าคอมมิชชั่นต่อออเดอร์ เหมาะกับเทรดเดอร์ระดับกลางถึงสูงที่ซื้อขายบ่อย เพราะสเปรดต่ำสามารถชดเชยค่าคอมมิชชั่นในระยะยาว
ลองเทียบต้นทุนการเทรด 1 Lot EUR/USD (1 Pip = $10 / 35 บาท) ใครประหยัดกว่ากัน
| ต้นทุน | บัญชี Standard | บัญชี ECN |
| สเปรด | 1.2 Pip = $12 / 420 บาท | 0.2 Pip = $2 / 70 บาท |
| ค่าคอมมิชชั่น | $0 | $7 / 245 บาท |
| ต้นทุนรวม | $12 / 420 บาท | $9 ($2 + $7) / 315 บาท |
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน หรือวิชาชีพใด ๆ ข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ปรากฏไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำหรือการชักชวนจาก Moneta Markets หรือผู้เขียน ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนตัดสินใจลงทุน

