หลายคนเชื่อว่าการเป็นเทรดเดอร์ทองที่เก่งคือคนที่ต้องรู้เยอะ ต้องตามข่าวทุกสำนักบน FB หรือสิงอยู่ตามกลุ่ม Line/X ตลอด 24 ชั่วโมง ความจริงการรู้เยอะแต่ว่าไม่สามารถแยกแยะ คือสาเหตุหลักที่ทำให้พอร์ตระเบิด
เพราะในตลาดทองคำข้อมูลแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ที่นักเทรดต้องแยกให้ขาด
- ข่าวสร้าง Noise (ความผันผวนชั่วคราว): ข่าวประเภทนี้ทำให้กราฟสวิงแรงสะบัดกิน Stop Loss ทั้งบนและล่าง แต่สุดท้ายราคาจะกลับไปที่เดิม ข่าวพวกนี้เหมาะกับสาย Scalping แต่จะเป็นยาพิษสำหรับคนไม่วางแผนรับมือความผันผวน
- ข่าวสร้าง Trend (เปลี่ยนแนวโน้มราคา): นี่คือของจริงที่สามารถเปลี่ยนทิศทางทองคำได้เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน หากคุณหลงโฟกัสข่าวเล็กจนพลาดข่าวใหญ่ประเภทนี้ การถือออเดอร์สวนเทรนด์เพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงการล้างพอร์ต
ยอมรับเถอะครับว่านักเทรดไทยส่วนมากรับข่าวสารผ่าน Social Media เป็นหลัก ซึ่งมักจะเจอกับ
- Clickbait: พาดหัวข่าวให้ดูรุนแรงเพื่อให้คนแชร์ แต่เนื้อหาข้างในแทบไม่มีผลกับราคาทอง
- ข่าวดีเลย์: กว่าข่าวจะมาถึงหน้าฟีด ราคาบนกราฟก็วิ่งจบแล้ว การเข้าออเดอร์ตามข่าวในกลุ่ม Line จึงมักจบลงด้วยการติดดอยหรือขายหมู
บทความนี้เราจะคัดเฉพาะเนื้อ ข่าวที่ส่งผลต่อราคาทองคำจริงๆ เพื่อให้คุณเลิกสับสน และเริ่มเทรดตามกลไกตลาดที่ถูกต้องเสียที
ข่าวที่เทรดทองควรดูจริง
1. ข่าวดอกเบี้ยสหรัฐฯ และท่าที Fed (ข่าวอันดับ 1 สำหรับทอง)
ถ้าเปรียบการเทรดทองเป็นเกมฟุตบอลธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็คือกรรมการที่สามารถเปลี่ยนกติกาได้ตลอดเวลา นี่คือข่าวที่มีอิทธิพลสูงที่สุดเพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินดอลลาร์ (USD) ซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามหลักของทองคำ
ทำไมทองคำถึงแพ้ทางดอกเบี้ย?
ทองคำมีสถานะเป็นสินทรัพย์ที่ “ไม่มีปันผลและไม่มีดอกเบี้ย”
เมื่อดอกเบี้ยขึ้น: นักลงทุนจะอยากถือเงินดอลลาร์หรือพันธบัตรมากกว่า เพราะได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงิน ทำให้ทองคำหมดเสน่ห์และราคาลดลง
เมื่อดอกเบี้ยลง: ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองจะต่ำลง นักลงทุนจึงหันมาสะสมทองคำเพื่อเก็งกำไรและป้องกันเงินเฟ้อแทน
ไม่ใช่แค่ขึ้น/ลง แต่คือน้ำเสียงของ Fed
การเทรดในปี 2026 เราไม่ดูแค่ตัวเลขดอกเบี้ยว่าจะเป็น 3.50% หรือเท่าไหร่ แต่เราดู Tone หรือน้ำเสียงของประธาน Fed ในช่วงแถลงข่าว ซึ่งเราแบ่งเป็น 2 ขั้ว
- Hawkish (สายเหยี่ยว): ส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงิน พูดถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ หรือความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ (ทองมักร่วง)
- Dovish (สายพิราบ): ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงิน พูดถึงการสนับสนุนเศรษฐกิจ หรือความกังวลเรื่องการว่างงาน (ทองมักพุ่ง)
ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ในการประชุม FOMC เมื่อปลายเดือนมกราคม 2026 ที่ผ่านมา Fed มีมติคงดอกเบี้ยตามคาด แต่ประธาน Fed กลับส่งสัญญาณ Hawkish โดยบอกว่าเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งและอาจจะลดดอกเบี้ยช้าลง ผลที่ตามมาคือทองคำที่กำลังพุ่งแรงเกิดการพักฐานและร่วงลงทันทีเกือบ 50–100 USD ภายในคืนเดียว
มุมมองเพิ่มเติม
- ช่วงเวลาอันตราย: ข่าว FOMC มักจะมาตอนตี 1 หรือ ตี 2 (ตามเวลาไทย) และช่วงแถลงข่าวจะตามมาในอีก 30 นาที
- เทรด/ไม่เทรด?: ถ้าคุณคือมือใหม่แนะนำให้อยู่นิ่ง ๆ หรือปิดออเดอร์ก่อนข่าวออก เพราะกราฟจะสะบัดแรงมากจนระบบเทรดปกติมักจะเอาไม่อยู่ และเสี่ยงต่อการเกิด Slippage (ราคาลื่น) นักเทรดที่มีประสบการณ์มักจะรอให้จบช่วงแถลงข่าว รอดูความชัดเจนก่อน แล้วค่อยเข้าเทรดตามเทรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น
2. ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ (CPI / PCE)
มีหัวข้อหนึ่งที่มักจะเข้าใจผิดกันบ่อยคือเรื่องเงินเฟ้อ หลายคนท่องจำมาว่าเงินเฟ้อสูงทองต้องขึ้น แต่การเทรดจริงมันมีกลไกที่ซับซ้อนกว่านั้น
เงินเฟ้อสูง ≠ ทองขึ้นเสมอ
ในตลาดปัจจุบันทองคำเคลื่อนที่ตามการคาดการณ์นโยบายของ Fed เป็นหลัก เมื่อเงินเฟ้อออกมาสูง ตลาดจะมองว่า Fed ต้องแก้ปัญหาด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดึงเงินเฟ้อลง ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือดอลลาร์แข็งค่าและกดดันให้ทองคำร่วงลงนั่นเอง
ตลาดสนใจแค่ว่าสูงหรือต่ำกว่าที่คาด
ความแรงของข่าวขึ้นอยู่กับว่าตัวเลขจริงที่ประกาศออกมา มันต่างจากที่นักวิเคราะห์คาดการณ์มากขนาดไหน
- ตัวเลขสูงกว่าคาด: ตลาดจะมองว่าเงินเฟ้อยังเอาไม่อยู่ ดอลลาร์จะดีดขึ้นทันที และทองคำจะโดนเทขายแรง
- ตัวเลขต่ำกว่าคาด: ตลาดจะรู้สึกคลายกังวล และมองว่า Fed อาจจะลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ทองคำพุ่งขึ้นทันที
มุมมองเพิ่มเติม
- ปรับความเข้าใจใหม่: เลิกยึดติดว่าเงินเฟ้อคือเพื่อนของทองคำ ในระยะสั้นสำหรับการเทรดทองคำโลก ให้มองว่าเงินเฟ้อคือตัวกระตุ้นให้ Fed ขยับดอกเบี้ย ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของทองคำ
- ช่วงเวลาออกข่าว: ข่าวนี้มักจะมาตอน 19:30 น. หรือ 20:30 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดนิวยอร์กเปิดพอดี สภาพคล่องจะสูงมาก กราฟจะวิ่งแรงระดับพันจุดได้ในนาทีเดียว ใครที่มีออเดอร์ค้างอยู่ควรตรวจสอบระยะ Stop Loss ให้ดีก่อนถึงเวลานี้
3. ข่าวค่าเงินดอลลาร์ (USD) และ Bond Yield
มีหลายครั้งไม่มีข่าวเกี่ยวกับทองคำเลย แต่จู่ๆ ราคาทองก็ร่วงหนักหรือพุ่งแรง สาเหตุส่วนใหญ่มักมาจากคู่ชกที่มองไม่เห็นอย่างค่าเงินดอลลาร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ครับ
ความสัมพันธ์ระหว่าง ดอลลาร์ กับ ทอง แบบเข้าใจง่าย
ทองคำที่เราเทรดกันมีสัญลักษณ์ว่า XAU/USD ซึ่งหมายถึงการเอาทองคำไปเทียบกับเงินดอลลาร์
- เมื่อดอลลาร์แข็งค่า: มูลค่าของทองคำเมื่อเทียบเป็นดอลลาร์จะดูแพงขึ้น ทำให้นักลงทุนเทขาย ทองจึงร่วง
- เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า: ทองคำจะมีราคาถูกลงในสายตานักลงทุนที่ถือเงินสกุลอื่น แรงซื้อจะกลับมาทำให้ทองพุ่งขึ้น
Bond Yield: คู่แข่งตัวจริงของทองคำ
Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (โดยเฉพาะอายุ 10 ปี) คือคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด เพราะในขณะที่ทองคำให้ผลตอบแทนเป็นส่วนต่างราคาเพียงอย่างเดียว แต่พันธบัตรให้ดอกเบี้ยที่แน่นอน
- Yield พุ่งสูงขึ้น: นักลงทุนจะรู้สึกว่าการถือทองคำมีต้นทุนเสียโอกาสสูงเกินไป เขาจะขายทองเพื่อเอาเงินไปซื้อพันธบัตรแทน
- Yield ปรับตัวลดลง: ทองคำจะกลับมาหอมหวานอีกครั้ง เพราะส่วนต่างผลตอบแทนเริ่มไม่ต่างจากการถือพันธบัตรมากนัก
เมื่อ Dollar Strong เพราะเศรษฐกิจดีแต่ทองโดนลูกหลง
ลองนึกภาพว่าตัวเลขยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ ออกมาดีมาก แม้ว่าไม่ใช่ข่าวทองโดยตรง แต่ผลที่ตามมาคือคนจะแห่ซื้อดอลลาร์เพราะมองว่าเศรษฐกิจอเมริกาแข็งแกร่ง ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นทันที และสุดท้ายทองคำก็จะโดนกดดันให้ราคาลดลงตามระเบียบ
มุมมองเพิ่มเติม
นักเทรดไทยนิยมเทรด XAU/USD กันเป็นอันดับหนึ่ง แต่จุดบอดที่พบบ่อยคือหลายคนจ้องแต่กราฟทองคำ (XAU) จนลืมไปว่าอีกครึ่งหนึ่งของชื่อสัญลักษณ์คือดอลลาร์ (USD)
เทคนิคที่แนะนำ: นักเทรดควรเปิดกราฟ DXY (Dollar Index) ควบคู่ไปกับการดูทองคำเสมอ ถ้าเห็น DXY กำลังวิ่งขึ้นชนแนวต้านสำคัญ นั่นอาจเป็นสัญญาณล่วงหน้าว่าทองคำกำลังจะกลับตัวเป็นขาขึ้นเร็วๆ นี้ โดยที่ไม่ต้องรอให้ข่าวทองออกเลยด้วยซ้ำ
4. ข่าวความเสี่ยงโลก (สงคราม / วิกฤต / ความไม่แน่นอน)
ทองคำมีสถานะพิเศษที่นักลงทุนเรียกว่า สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ซึ่งหมายความว่าเมื่อไหร่ที่โลกเริ่มรู้สึกไม่มั่นคง คนจะแห่มาถือทองคำเพื่อความอุ่นใจ แต่สิ่งสำคัญที่เทรดเดอร์ต้องแยกให้ให้ออกคือ ข่าวไหนที่ตลาด “กลัวจริง” และข่าวไหนที่ตลาด “ชินแล้ว” ครับ
ทองเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย เฉพาะตอนที่ตลาดตกใจเท่านั้น
ไม่ใช่ว่ามีข่าวสงครามแล้วทองจะต้องพุ่งขึ้นเสมอไป ทองคำจะทำหน้าที่ของมันได้ดีที่สุดตอนที่มีเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่ตลาดไม่ได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้า (Surprise) เช่น การปะทะกันครั้งใหม่ในพื้นที่ที่ไม่เคยมีปัญหา หรือความขัดแย้งทางการค้าระหว่างขั้วอำนาจใหญ่ที่เกิดขึ้นแบบกะทันหัน
แยกข่าวใหม่ กับ ข่าวที่ตลาดรับรู้ไปแล้ว (Priced in)
นี่คือจุดที่มือใหม่มักจะพลาดบ่อยที่สุด:
- ข่าวสดใหม่: เช่น ช่วงต้นปี 2026 ที่มีความตึงเครียดเรื่องภาษีการค้ารอบใหม่ ข่าวแบบนี้จะกระตุ้นแรงซื้อทันทีเพราะเป็นปัจจัยใหม่ที่ยังไม่มีใครคาดคิด
- ข่าวที่ยืดเยื้อ: หากสงครามหรือวิกฤตดำเนินมาเป็นเวลานานแล้ว แม้จะมีข่าวการโจมตีซ้ำในจุดเดิม ราคามักจะไม่ขยับ หรือขยับน้อยมาก เพราะนักลงทุนในตลาดได้รับรู้ความเสี่ยงนี้ไปอยู่ในราคาตั้งแต่วันแรกๆ แล้วครับ
มุมมองเพิ่มเติม
ปัญหาของนักเทรดไทยคือเรามักจะเห็นข่าวสงครามหรือวิกฤตโลกผ่านเพจข่าวทั่วไป หรือกลุ่มในโซเชียลมีเดีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข่าวที่เกิดขึ้นแล้วหลายชั่วโมง
- ระวังกับดัก: เมื่อคุณเห็นข่าวบน FB แล้วรีบกด Buy ทันที คุณอาจจะกำลังซื้อในจุดที่ขาใหญ่เขากำลังจะปิดกำไรพอดี เพราะกราฟสะท้อนข่าวตั้งแต่ 15 นาทีแรกที่เกิดเหตุแล้ว
- คำแนะนำ: ก่อนจะเข้าออเดอร์ตามข่าว ให้เช็คกราฟก่อนเสมอว่าราคาวิ่งรับข่าวแล้วหรือยัง ถ้ากราฟพุ่งไกลแล้ว การไล่ราคาตามข่าวคือความเสี่ยงที่สูงมากครับ
5. ข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องดูทุกวัน
ถ้าคุณพยายามจะเทรดตามข่าวทุกอย่างที่ขึ้นในตาราง Economic Calendar คุณจะพบว่าตัวเองต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตลอดทั้งวัน และอาจจะสับสนจนไม่กล้าเข้าออเดอร์ ข่าวบางอย่างแม้จะขึ้นว่าเป็นข่าวระดับ 3 ดาว แต่ไม่มีพลังมากพอจะเปลี่ยนเทรนด์ของทองคำ
ข่าวกลุ่มนี้ส่งผลทางอ้อมมากกว่าทางตรง
ข่าวเศรษฐกิจในกลุ่มนี้ไม่มีผลกับราคาทองคำโดยตรงเหมือนข่าวดอกเบี้ยหรือเงินเฟ้อ แต่ผลกระทบของมันจะไปแสดงออกผ่านค่าเงินดอลลาร์ และเป็นข้อมูลที่ Fed นำไปใช้ตัดสินใจอีกทีหนึ่ง
- Non-Farm Payroll (NFP): ข่าวการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ออกทุกวันศุกร์แรกของเดือน แม้กราฟจะสะบัดแรงมาก แต่ให้นึกเสมอว่ามันคือข่าวที่บอกความแข็งแกร่งของแรงงาน ถ้าตัวเลขออกมาดี ตลาดจะเชื่อว่าเศรษฐกิจยังทนไหวและ Fed อาจจะคงดอกเบี้ยสูงต่อไปได้ ทำให้ทองร่วงชั่วคราว
- PMI (ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ): เป็นตัวเลขที่บอกว่าภาคการผลิตหรือบริการกำลังขยายตัวหรือหดตัว ถ้าออกมาดีกว่าคาด ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นและกดดันทองคำนิดหน่อย
- GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ): ข่าวนี้บอกภาพรวมการเติบโตของประเทศ ส่วนใหญ่ตลาดมักจะรับรู้ไปก่อนล่วงหน้าแล้ว เว้นแต่ว่าตัวเลขจริงจะออกมาแย่กว่าที่คาดไว้มากๆ ทองคำถึงจะมีการขยับที่รุนแรง
ดูเมื่อใกล้ข่าวดอกเบี้ยหรือเงินเฟ้อเท่านั้น
เทคนิคการติดตามข่าวกลุ่มนี้คือไม่ต้องไปจริงจังกับมันทุกวัน แต่ให้ดูในสัปดาห์ที่มีการประชุม Fed หรือก่อนประกาศข่าวเงินเฟ้อ เพราะถ้าตัวเลขเศรษฐกิจพวกนี้ออกมาแย่ติดต่อกันหลายรายการ มันคือสัญญาณเตือนว่า Fed อาจจะต้องยอมลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นข่าวดีมากสำหรับฝั่ง Buy ทองคำครับ
มุมมองเพิ่มเติม
หลายคนชอบตั้งปลุกเพื่อมารอดูข่าวตอนดึกๆ ทุกวันจนร่างกายล้าและตัดสินใจผิดพลาด
- เน้นคุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ: การเทรดทองคำให้ยั่งยืนคือการเลือกเทรดเฉพาะ “ข่าวเกรด A” ที่เปลี่ยนเทรนด์ได้จริง ส่วนข่าวเกรด B หรือ C อย่าง PMI หรือ GDP ทั่วไป ให้มองเป็นเพียงตัวประกอบเพื่อให้เห็นภาพกว้างของเศรษฐกิจก็พอครับ
- ข้อควรระวัง: อย่าพยายาม “เล่นสั้น” ตามข่าวเล็กๆ ถ้าคุณไม่มีแผนรับมือความผันผวน เพราะบ่อยครั้งที่กราฟพุ่งขึ้นไป 500 จุดแล้วร่วงกลับมาที่เดิมภายใน 10 นาที ทำให้คุณติดดอยได้ง่ายๆ
เทรดทองควรดูข่าวอะไร ตามสไตล์การเทรด
การเลือกดูข่าวให้เหมาะกับสไตล์การเทรดคือความลับที่ทำให้พอร์ตเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอตอนตีสองเพื่อฟังประธาน Fed แถลงครับ ลองสำรวจตัวเองดูว่าคุณเหมาะกับการโฟกัสข่าวชุดไหน:
| สไตล์การเทรด | ข่าวที่ต้องดู | เป้าหมายในการดูข่าว |
| Day Trade | CPI, Fed, ดัชนี USD | หาจังหวะเข้าเทรดที่มีระยะวิ่งจบภายในวัน |
| Swing Trade | ดอกเบี้ย, เงินเฟ้อ, สงคราม | ดูภาพรวมเทรนด์เพื่อถือออเดอร์ข้ามวันหรือเป็นสัปดาห์ |
| Scalping | ช่วงนาทีข่าวแรง (NFP, CPI) | เก็บกำไรระยะสั้นจากความผันผวนของราคาในทันที |
ช่วงเวลาที่คุณต้องมีสมาธิมากที่สุดไม่ใช่ช่วงเช้า แต่คือช่วง 19:00 – 23:00 น. เพราะเป็นช่วงที่ตลาดลอนดอนและนิวยอร์กทับซ้อนกัน ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะประกาศในช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่คนไทยเลิกงานและเริ่มเปิดกราฟพอดี
ข้อควรจำ: หากคุณเป็นสาย Day Trade หรือ Scalping การเข้าออเดอร์ก่อนข่าวสำคัญออกเพียง 5-10 นาที คือความเสี่ยงที่สูงมาก แนะนำให้รอหลังข่าวสัก 15-30 นาที เพื่อให้กราฟนิ่งพอที่จะมองเห็นเทรนด์ที่แท้จริง
เทรดทองโดยดูข่าวอย่างเดียวเสี่ยงอะไรบ้าง?
หลายคนอาจคิดว่าถ้าเรารู้ข่าวเร็วหรือวิเคราะห์ข่าวแม่นแล้วจะทำกำไรทันที แต่ความจริงที่เจ็บปวดคือข่าวบอกช่วงเวลาที่ราคาจะวิ่งแรง แต่ว่าไม่บอกจุดเข้าที่ปลอดภัย และนี่คือความเสี่ยงที่คุณต้องระวังครับ
ข่าวไม่เคยบอกจุดวาง Stop Loss
แม้ข่าวจะออกมาแย่ต่อดอลลาร์จนทองพุ่งขึ้นจริง แต่ระหว่างทางกราฟอาจจะสะบัดลงมาเคลียร์ออเดอร์ก่อนจะวิ่งตามเทรนด์ข่าว หากคุณเข้าเทรดโดยดูแค่หัวข่าว ไม่มีการดูแนวรับ-แนวต้าน (Support/Resistance) ร่วมด้วย คุณอาจโดนลากจนพอร์ตเสียหายก่อนที่ราคาจะไปถึงเป้าหมาย
ต้องใช้เทคนิคอลช่วยยืนยัน
การเทรดข่าวที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการใช้ข่าวเป็นตัวเลือกทิศทาง (Bias) แล้วใช้กราฟเทคนิคอลเป็นตัวหาจุดเข้า
- ก่อนข่าวออก: ระบุแนวรับแนวต้านที่สำคัญ
- หลังข่าวออก: รอให้ราคาทะลุ (Breakout) หรือรีเทส (Retest) แนวเหล่านั้นก่อนค่อยเข้าตาม ไม่ใช่กด Buy/Sell ทันทีที่เห็นตัวเลขเผยออกมา
วิธีการใช้ข่าวเพื่อเข้าเทรดที่ถูกต้อง
การจะเป็นเทรดเดอร์ทองที่อยู่รอดในระยะยาว คุณไม่จำเป็นต้องอ่านทุกบรรทัดในหน้าข่าวเศรษฐกิจ แต่คุณต้องรู้จักเลือกใช้มันให้เป็นครับ
- เลือกดูข่าวแค่ 3-4 ประเภทที่สำคัญจริง: โฟกัสไปที่ Fed, ดอกเบี้ย, CPI และสงคราม/วิกฤตโลกตามที่บทความนี้แนะนำ ข่าวที่เหลือให้มองเป็นเพียงปัจจัยรอง
- รู้ว่าข่าวไหนควรเทรด หรือข่าวไหนควรหลบ:
- ข่าวแรงระดับโลกอย่าง FOMC หรือ NFP หากพอร์ตยังไม่ใหญ่พอ การเลือกไม่เทรด คือกลยุทธ์ที่ฉลาดที่สุด
- ข่าวที่ตัวเลขชัดเจนและกราฟเริ่มฟอร์มตัวสวยหลังข่าวออก คือจังหวะที่ควรเข้าทำกำไร
- เข้าใจบริบทตลาดมากกว่าหัวข่าว: อย่าเพิ่งตกใจกับพาดหัวข่าวใน FB ให้ย้อนกลับมาดูที่กราฟเสมอว่าตลาดตอบรับ (React) กับข่าวนั้นอย่างไร เพราะบางครั้งข่าวร้ายแรงที่คนแห่แชร์กัน ตลาดอาจจะรับรู้และจบการเคลื่อนไหวไปนานแล้ว
สุดท้ายนี้ข่าวคือน้ำมันที่ช่วยเร่งการเคลื่อนที่ของราคา แต่ระบบเทรดคือพวงมาลัยที่จะพาคุณไปถึงเป้าหมาย การเข้าใจข่าวอย่างถูกวิธีจะช่วยให้คุณเปลี่ยนจากคนที่สับสนในตลาด มาเป็นคนที่คุมเกมได้อย่างมั่นใจครับ
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน หรือวิชาชีพใด ๆ ข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ปรากฏไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำหรือการชักชวนจาก Moneta Markets หรือผู้เขียน ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนตัดสินใจลงทุน

