สรุปเนื้อหาสำคัญ
- ทุบสถิติดอกเบี้ย 1.00%: BOJ ปรับขึ้นดอกเบี้ย 25 bps แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปี เดินหน้าปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ
- ชะลอแผนลดงบดุล: หันมาใช้แนวทางผ่อนปรนการทำ QT โดยตั้งเป้าซื้อบอนด์ JGB เดือนละ 2 ล้านล้านเยนในปี 2570 เพื่อคุมเพดานบอนด์ยีลด์
- วงจรเศรษฐกิจทำงาน: มั่นใจเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง การเพิ่มขึ้นของค่าแรงหนุนอัตราเงินเฟ้อให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพตามเป้าหมาย
- ลุ้นขึ้นต่อรอบถัดไป: ดอกเบี้ย 1% ยังต่ำกว่าความเป็นจริง ตลาดคาด BOJ อาจส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องทุกๆ ครึ่งปี
BOJ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.00% ทุบสถิติรอบ 30 ปี
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% (25 basis points) ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.00% ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 5 นับตั้งแต่ประกาศสิ้นสุดนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ (Negative Interest Rate Policy) และเป็นการกลับมาเดินหน้าใช้นโยบายคุมเข้มอีกครั้งหลังจากเว้นวรรคตรึงดอกเบี้ยในการประชุมหลายครั้งก่อนหน้านี้ การปรับขึ้นในรอบนี้ส่งผลให้ขีดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่นทะยานสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 (ปี 2530-2540) อย่างไรก็ดี เนื่องจากนักลงทุนได้ซึมซับคาดการณ์นี้ไปล่วงหน้าแล้ว ตลาดหุ้นและตลาดทุนญี่ปุ่นจึงตอบรับอย่างสงบโดยไม่มีการแกว่งตัวรุนแรง
มติของคณะกรรมการนโยบายการเงินผ่านพ้นไปด้วยเสียงส่วนใหญ่ โดยมีกรรมการเพียง 1 ท่านที่ลงคะแนนเสียงคัดค้าน เนื่องจากมองว่าความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางอาจส่งแรงกดดันเชิงลบต่อเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนในภาคการจ้างงานรวมถึงกิจกรรมทางธุรกิจยังมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ จึงยังไม่ควรเร่งรีบดึงสภาพคล่องกลับ ทว่าปฏิกิริยาของภาคธนาคารและกองทุนขนาดใหญ่กลับแสดงออกในทางตรงกันข้าม โดยมองว่านี่คือหลักไมล์สำคัญของการประกาศชัยชนะเหนือภาวะเงินฝืดที่ยาวนาน
กลยุทธ์ “สองทางขนาน”: ขึ้นดอกเบี้ยคู่ชะลอแรงเทขายบอนด์
ประเด็นที่สร้างความฮือฮาให้กับตลาดพันธบัตรรัฐบาล (JGB) มากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย คือการปรับเปลี่ยนแผนงานมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) โดย BOJ มีมติให้ชะลออัตราการลดงบดุล (Quantitative Tightening หรือ QT) ให้เป็นไปอย่างนุ่มนวลขึ้น และวางเป้าหมายระยะยาวที่จะตรึงยอดการรับซื้อพันธบัตรรัฐบาลรายเดือนไว้ที่ประมาณ 2 ล้านล้านเยน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป
การเลือกเดินเกมผสมผสานในครั้งนี้สะท้อนความพยายามในการรักษาความสมดุล (Policy Balancing) ของผู้บริหาร BOJ:
- ฝั่งหนึ่ง (ขึ้นดอกเบี้ย): ส่งสัญญาณเพื่อสกัดและเฝ้าระวังแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- อีกฝั่งหนึ่ง (ชะลอการลดซื้อบอนด์): มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Bond Yield) ดีดตัวขึ้นเร็วเกินไปจนสร้างความเสียหายต่อระบบสถาบันการเงินและต้นทุนหนี้สาธารณะ
BOJ ย้ำชัดว่าหากบอนด์ยีลด์ระยะยาวขยับขึ้นอย่างผิดปกติ ธนาคารกลางพร้อมจะใช้ออปชันพิเศษในการเพิ่มวงเงินซื้อบอนด์หรือใช้มาตรการรับซื้อพันธบัตรแบบกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed-rate Purchase Operations) เพื่อเข้าแทรกแซงและรักษาเสถียรภาพทันที
เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป วงจร “ค่าจ้าง-เงินเฟ้อ” เริ่มทำงาน
ในส่วนของแนวโน้มทางเศรษฐกิจ BOJ ประเมินว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงวิ่งอยู่บนเส้นทางการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าบางภาคอุตสาหกรรมจะยังมีสัญญาณแผ่วลงบ้าง แต่ภาพรวมการลงทุนของภาคเอกชน ดัชนีการจ้างงาน และรายได้ของแรงงานยังคงอยู่ในเกณฑ์ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ คณะกรรมการคาดว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) จะทรงตัวและวิ่งเข้าใกล้กรอบเป้าหมายในระยะยาวอย่างมั่นคง โดยมีแรงหนุนสำคัญมาจาก วงจรสะท้อนกลับเชิงบวกระหว่างค่าจ้างและราคาสินค้า (Wage-Price Virtuous Cycle) ที่เริ่มทำงานแล้ว อย่างไรก็ดี ตัวแปรภายนอกอย่างกระแสการแห่ลงทุนในระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI Boom) ทั่วโลก และความผันผวนของค่าเงินเยน ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ต้องติดตาม
วัฏจักรขาขึ้นยังไม่จบ ตลาดคาดเตรียมขยับตัวทุกๆ 6 เดือน
เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นมาแตะระดับ 1.00% โฟกัสของวาณิชธนกิจชั้นนำจึงเปลี่ยนไปสู่อนาคตทันที โดย BOJ ระบุว่าเมื่อคำนวณจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) จะพบว่านโยบายการเงินของญี่ปุ่นในปัจจุบันยังคงจัดอยู่ในเกณฑ์ผ่อนคลาย และยังมีพื้นที่ให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อได้หากตัวเลขเศรษฐกิจเอื้ออำนวย
กลุ่มสถาบันการเงินประเมินว่า BOJ มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราเฉลี่ยทุก ๆ 6 เดือนครั้ง ขณะที่บางส่วนมองว่าอาจเห็นการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้งภายในรอบปีนี้ ทั้งนี้ ระดับดอกเบี้ยที่ 1.00% เริ่มเข้าใกล้ขอบล่างของ “อัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง” (Neutral Rate) ตามการคำนวณของนักเศรษฐศาสตร์แล้ว นี่จึงเป็นสัญญาณตัดเชือกอย่างเป็นทางการว่าญี่ปุ่นได้ก้าวข้ามผ่าน “ทศวรรษแห่งการผ่อนคลายการเงินแบบสุดโต่ง” (Ultra-loose Monetary Policy) และกำลังจะเผชิญความท้าทายใหม่ในการบริหารความคาดหวังของมวลชนหลังจากนี้
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

