สรุปเนื้อหาสำคัญ:
- ปริมาณพันธบัตรใหม่ในยูโรโซนปี 2026 พุ่งสูงเกือบ 9.3 แสนล้านยูโร จากการขาดดุลการคลังและการคุมเข้มนโยบายการเงิน
- ความต้องการซื้อแบบปกติไม่เพียงพอรองรับซัพพลายที่ล้นออกมา ทำให้ Yield มีโอกาสพุ่งสูงขึ้นเพื่อจูงใจนักลงทุนรายใหม่
- ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเป็นกลุ่มผู้ซื้อหลักที่ช่วยพยุงตลาดไว้
- กระแส De-dollarization อาจเป็นปัจจัยบวกที่ดึงเงินต่างชาติเข้าสู่ยุโรป แต่ต้องระวังความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะประกอบด้วย
ปริมาณพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์
เมื่อเข้าสู่ปี 2026 ตลาดพันธบัตรรัฐบาลในยูโรโซนกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ด้านปริมาณซัพพลายครับ จากการประเมินความต้องการระดมทุนของภาครัฐรวมกับการเปลี่ยนแปลงงบดุลของธนาคารกลาง คาดว่าในปีนี้จะมีพันธบัตรใหม่เข้าสู่ระบบสูงถึง 930,000 ล้านยูโร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมาก
ปริมาณที่มหาศาลนี้ไม่ได้มาจากแค่ฝั่งงบประมาณรัฐที่ขาดดุลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลมาจากนโยบายของธนาคารกลางยุโรปที่เดินหน้าลดขนาดงบดุลอย่างต่อเนื่อง เมื่อธนาคารกลางหยุดรับซื้อและปล่อยพันธบัตรคืนกลับสู่ตลาด กลไกการกำหนดราคาจึงเปลี่ยนไป และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Yield มีแนวโน้มที่จะต้องปรับตัวสูงขึ้นเพื่อดึงดูดเม็ดเงินใหม่ๆ เข้ามาทดแทน
โครงสร้างความต้องการที่เปลี่ยนไป
โจทย์สำคัญในตอนนี้ไม่ใช่แค่มีคนอยากซื้อเท่าไหร่ แต่คือคนกลุ่มไหนที่พร้อมจะควักเงินจ่ายในราคานั้นครับ จากการวิเคราะห์พบว่าความต้องการซื้อส่วนใหญ่ประมาณ 700,000 ล้านยูโร มาจากกลุ่มนักลงทุนที่ไม่ค่อยอ่อนไหวต่อราคา เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงินที่จำเป็นต้องถือพันธบัตรตามระเบียบข้อบังคับด้านสภาพคล่อง ซึ่งกลุ่มนี้จะซื้อต่อเนื่องโดยไม่กังวลเรื่องการแกว่งตัวของผลตอบแทนระยะสั้นมากนัก
อย่างไรก็ตาม ความต้องการส่วนนี้ยังมีขีดจำกัดและไม่เพียงพอที่จะรองรับพันธบัตรที่ออกมาทั้งหมดครับ โดยคาดว่าจะมีส่วนต่างเหลืออยู่ประมาณ 200,000 ล้านยูโรที่ยังขาดคนซื้อ ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ระดับอัตราผลตอบแทนกลายเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะตลาดจำเป็นต้องขยับ Yield ให้สูงขึ้นจนจูงใจพอที่จะทำให้นักลงทุนกลุ่มที่เน้นกำไรยอมโยกเงินจากหุ้นหรือสินทรัพย์อื่นๆ มาลงในพันธบัตรแทน
กลุ่มธนาคารและสถาบันขนาดใหญ่ยังเป็นฐานที่มั่น
ในบรรดาผู้เล่นทั้งหมด ระบบธนาคารยังคงเป็นผู้ซื้อที่มั่นคงที่สุดครับ เนื่องจากการดึงสภาพคล่องออกจากระบบของธนาคารกลาง ทำให้ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องหาดัชนีทรัพย์สินที่มีคุณภาพสูงมาเสริมสภาพคล่องสำรองตามเกณฑ์กำกับดูแล ซึ่งพันธบัตรรัฐบาลคือทางเลือกที่ชัดเจนและตอบโจทย์ที่สุด คาดว่าความต้องการจากกลุ่มธนาคารในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 300,000 ล้านยูโร ซึ่งช่วยเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกให้กับตลาดได้ในระดับหนึ่ง
ตัวแปรจากต่างชาติและการลดบทบาทเงินดอลลาร์
อีกหนึ่งปัจจัยที่น่าจับตาคือสัดส่วนการถือครองพันธบัตรยุโรปของนักลงทุนต่างชาติที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงก่อนมาตรการ QE ครับ ทำให้ยังมีพื้นที่ให้เม็ดเงินไหลกลับเข้ามาได้อีก โดยเฉพาะจากกลุ่มธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ที่กำลังปรับพอร์ตเงินสำรองเพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ หรือ De-dollarization ซึ่งอาจมองเห็นคุณค่าเชิงกลยุทธ์ในสินทรัพย์ยุโรปมากขึ้น
แต่ภาพนี้ก็มีความเสี่ยงฝั่งตรงข้ามอยู่เช่นกันครับ หากตลาดเริ่มกังวลเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ของบางประเทศสมาชิกยูโรโซนขึ้นมาอีกครั้ง กระแสเงินทุนต่างชาติที่กำลังจะไหลเข้าก็อาจเปลี่ยนทิศทางและไหลออกอย่างรวดเร็วได้เสมอ
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

