สรุปเนื้อหาสำคัญ
- รื้อโครงสร้างนโยบาย: ประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช เริ่มต้นแผนปฏิรูปนโยบายการเงินขนานใหญ่ เน้นลดขนาดงบดุลและลดการพึ่งพาของตลาดทุน
- เปลี่ยนกลไกควบคุม: คาดเฟดหันมาเน้นควบคุมสภาพคล่องผ่านตลาด Repo ระยะสั้นเพื่อจัดการต้นทุนทางการเงิน ทดแทนการพึ่งพาดอกเบี้ยนโยบายแบบเดิม
- มุ่งสู่ Scarce Reserves: เตรียมผลักดันระบบการเงินกลับสู่ระบบคลังสำรองขาดแคลน ยุติยุคเงินล้นระบบ และปล่อยให้ต้นทุนถูกกำหนดด้วยกลไกตลาดที่แท้จริง
- ปิดฉากนโยบายอุ้มตลาด: ปรับรูปแบบการสื่อสารเพื่อลดความคาดหวังของนักลงทุนว่าเฟดจะต้องเข้ามาพยุงราคาสินทรัพย์ทุกครั้งเมื่อเกิดการร่วงลง
ปฏิรูปงบดุลเฟดครั้งใหญ่ ยุติการแทรกแซงตลาด
การก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ส่งสัญญาณชัดเจนว่าตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามวงจรเศรษฐกิจทั่วไป แต่เป็นการรื้อระบบการบริหารจัดการสภาพคล่องที่เฟดใช้ขับเคลื่อนและประคองตลาดทุนมานานกว่าทศวรรษ
ปัจจุบันงบดุลของเฟดพองโตขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งขยายตัวขึ้นหลายเท่าตัวนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 โดยประธานเฟดคนใหม่มองว่า กลไกการเข้าอุ้มตลาดและอัดฉีดสภาพคล่องในอดีตได้บิดเบือนการประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงของสินทรัพย์ และทำให้ระบบการเงินเสพติดการช่วยเหลือจากธนาคารกลางมากเกินไป ในอนาคตงบดุลของเฟดจะถูกลดบทบาทลงจากการเป็นเครื่องมือควบคุมเศรษฐกิจทั่วไป และจะนำมาใช้เฉพาะยามเกิดวิกฤตสภาพคล่องเชิงระบบที่รุนแรงเท่านั้น
ปรับโฟกัสสู่ตลาดซื้อคืนพันธบัตร (Repo Market) แทนดอกเบี้ยนโยบาย
ความสนใจของวอลล์สตรีทในขณะนี้เริ่มเปลี่ยนทิศจากการคาดการณ์เรื่องอัตราดอกเบี้ย ไปสู่แนวทางการจัดระเบียบโครงสร้างสภาพคล่องแบบใหม่ โดยสถาบันการเงินบางส่วนเริ่มประเมินว่า เฟดอาจลดความสำคัญของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) ในฐานะเครื่องมือหลัก และหันไปใช้วิธีควบคุมผ่าน ตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะสั้น (Repo Market) เพื่อส่งผ่านนโยบายการเงินเข้าสู่ระบบโดยตรง
การปรับเปลี่ยนแนวคิดนี้สะท้อนว่า เฟดต้องการเข้าควบคุมต้นทุนทางการเงินของระบบธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดึงสภาพคล่องส่วนเกินออกจากระบบได้ทันทีหากเกิดภาวะร้อนแรงเกินไป อย่างไรก็ดี แนวทางดังกล่าวยังคงมีเสียงคัดค้านจากกรรมการเฟดบางส่วนที่กังวลว่า การเร่งลดขนาดงบดุลและดูดซับเม็ดเงินกลับที่รวดเร็วเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของธนาคารพาณิชย์และกระตุ้นให้ตลาดทุนเกิดความผันผวน
หวนคืนสู่ยุคคลังสำรองขาดแคลน (Scarce Reserves)
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญของวอร์ชคือการนำระบบการเงินฝากสถาบันการเงินกลับเข้าสู่โหมด ระบบคลังสำรองขาดแคลน (Scarce Reserves) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตปี 2008 โดยจะยกเลิกระบบคลังสำรองแบบล้นเหลือ (Ample Reserves) ที่ปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์มีปริมาณเงินฝากส่วนเกินฝากไว้กับเฟดในระดับที่สูงมากอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
การผลักดันให้ตลาดเงินขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์และอุปทานที่แท้จริงของภาคเอกชน โดยไม่มีเม็ดเงินหนุนหลังแบบไร้ขีดจำกัดจากธนาคารกลาง จะส่งผลให้ระบบหมุนเวียนเงินดอลลาร์ทั่วโลกเกิดการคิดคำนวณต้นทุนและการประเมินราคา (Re-pricing) กันใหม่ทั้งหมด ทว่าการเปลี่ยนผ่านนี้จำเป็นต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากหากดำเนินการผิดจังหวะ อาจทำให้ตลาดเงินระยะสั้นเกิดภาวะตึงตัวเฉียบพลันได้
สิ้นสุดมาตรการอุ้มตลาด ลดการพึ่งพาธนาคารกลาง
นอกจากเครื่องมือเชิงปริมาณแล้ว เฟดภายใต้การนำของวอร์ชตั้งเป้าที่จะปรับทิศทางการสื่อสารกับสาธารณชน เพื่อล้างความคาดหวังเดิม ๆ ของนักลงทุนที่เชื่อว่าเฟดจะเข้ามาพยุงราคาและอุ้มตลาดทุกครั้งที่สินทรัพย์เสี่ยงดิ่งลง (Fed Put) โดยมุ่งหมายให้ราคาสินทรัพย์สะท้อนปัจจัยเสี่ยงตามความเป็นจริงของระบบเศรษฐกิจ
ควบคู่กันนี้ เฟดได้เริ่มหารือเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎระเบียบการกำกับดูแลสถาบันการเงินไปในทิศทางที่สอดรับกัน โดยเน้นการปฏิรูปอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อไม่ให้เกิดการตื่นตระหนก ซึ่งกระบวนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในครั้งนี้คาดว่าจะใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานหลายปี และจะพลิกโฉมภูมิทัศน์ของสภาพคล่องเงินดอลลาร์สหรัฐในระยะยาวอย่างสิ้นเชิง
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

