สรุปเนื้อหาสำคัญ:
- โฟกัสเฟดเปลี่ยนทิศ: บันทึกประชุม FOMC ชี้ว่าเฟดเปลี่ยนจากการคุยเรื่องกรอบเวลาลดดอกเบี้ย ไปเป็นการกังวลเรื่องความเสี่ยงเงินเฟ้อระยะยาวแทน
- พลังงานกดดันนโยบาย: วิกฤตตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง ส่งผลให้กรรมการเฟดจำนวนมากคัดค้านการส่งสัญญาณผ่อนคลายทางการเงิน
- ตลาดแรงงานหนุนสายเหยี่ยว: อัตราการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่งและเงินเฟ้อที่ฟื้นตัว ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ฝั่งสนับสนุนคงดอกเบี้ยสูง
- วอลล์สตรีทปรับมุมมอง: ตลาดทุนเริ่มละทิ้งคาดการณ์การลดดอกเบี้ยขนานใหญ่ และหันมาจัดพอร์ตรับมือโครงสร้างดอกเบี้ยสูงยาวนาน
บันทึกประชุม FOMC เผยรอยร้าวภายในเฟด
บันทึกการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ประจำเดือนเมษายน เผยให้เห็นรอยร้าวภายในที่ขยายวงกว้างเกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ จากเดิมที่ประเมินว่าเจ้าหน้าที่เฟดเพียงแค่เห็นต่างเรื่องกรอบเวลาในการลดดอกเบี้ย แต่ปัจจุบันประเด็นหลักได้กลายเป็นการถกเถียงว่าสหรัฐฯ ยังมีความจำเป็นต้องคงแนวโน้มนโยบายผ่อนคลายทางการเงินอยู่อีกหรือไม่ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและผลักดันให้ต้นทุนในห่วงโซ่พลังงานลามเข้าสู่ภาคการขนส่ง อาหาร และการผลิต
เจ้าหน้าที่เฟดจำนวนมากเริ่มมองว่าความเสี่ยงสูงสุดในเวลานี้ไม่ใช่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่คือการที่เงินเฟ้อจะกลับมาหลุดการควบคุมอีกครั้ง หากเฟดยังคงส่งสัญญาณชี้นำตลาดเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ย อาจยิ่งเป็นการกระตุ้นความคาดหวังเงินเฟ้อในระบบให้สูงขึ้น ส่งผลให้เสียงสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนถ้อยแถลงนโยบายการเงินเพื่อตัดการส่งสัญญาณผ่อนคลายความเข้มงวดเริ่มมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แกนนำสายเหยี่ยวขยายวง เสียงแตกครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1992
การประชุมในครั้งนี้สร้างความสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของตลาด เนื่องจากเกิดการคัดค้านภายในอย่างชัดเจน แม้ว่ามติท้ายที่สุดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50% ถึง 3.75% ตามเดิม แต่มีกรรมการถึง 4 ท่านที่ออกเสียงคัดค้าน ซึ่งถือเป็นการแตกแยกทางความคิดที่รุนแรงที่สุดภายในเฟดนับตั้งแต่ปี 1992 โดยปัจจุบันโครงสร้างคณะกรรมการได้แบ่งแยกออกเป็นฝั่งสายเหยี่ยว (Hawkish) และสายพิราบ (Dovish) อย่างเป็นรูปธรรม
กรรมการฝั่งสายเหยี่ยวยืนยันว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไม่มีสัญญาณวิกฤตที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือด้วยการลดดอกเบี้ย และควรจัดลำดับความสำคัญไปที่การจัดการเงินเฟ้อเป็นอันดับแรก พร้อมทั้งเสนอให้ถอดถ้อยคำที่ระบุถึงความเป็นไปได้ในการลดดอกเบี้ยออกจากแถลงการณ์ ขณะที่กรรมการฝั่งสายพิราบยังคงกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงจะสร้างแรงกดดันต่อภาคการบริโภคและต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ อย่างไรก็ดี บรรยากาศโดยรวมชี้ว่าฝั่งสายเหยี่ยวกำลังเป็นกลุ่มที่ทรงอิทธิพลและมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
ตลาดแรงงานแข็งแกร่งเพิ่มความมั่นใจให้ฝั่งคุมเข้ม
ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดเป็นปัจจัยหลักที่หนุนจุดยืนของกรรมการฝั่งสายเหยี่ยว โดยอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในเดือนมีนาคมพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองปี ขณะที่สถาบันสากลต่างพากันปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีของสหรัฐฯ ขึ้นตามต้นทุนภาคการขนส่งและอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่เร่งตัว นอกจากนี้ ตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ยังคงรักษาความแข็งแกร่งเอาไว้ได้ โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ควบคู่ไปกับอัตราว่างงานที่ทรงตัว ทำให้เฟดมองว่าเศรษฐกิจยังคงมีศักยภาพเพียงพอที่จะรองรับอัตราดอกเบี้ยสูง และการรีบลดดอกเบี้ยเร็วเกินไปอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี
ภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) บริบทในการดำเนินนโยบายในปัจจุบันถูกโอบล้อมด้วยแนวคิดสายเหยี่ยว แม้ว่าในอดีตวอร์ชจะเคยแสดงความเห็นสนับสนุนการลดดอกเบี้ย ประกอบกับแรงกดดันจากรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการเห็นการผ่อนคลายนโยบายขนานใหญ่ แต่ข้อมูลจากบันทึกประชุมชี้ชัดว่าเฟดยากที่จะยอมรับเส้นทางนโยบายผ่อนคลายในระยะสั้น ตลาดส่วนใหญ่จึงคาดการณ์ว่าการประชุมในเดือนมิถุนายนนี้ เฟดจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม และเริ่มปรับพอร์ตเพื่อรับมือกับความเสี่ยงของยุคดอกเบี้ยสูงระยะยาว
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

