สรุปเนื้อหาสำคัญ
- ปรับฐานราคาสินค้าเกษตร: ข่าวข้อตกลงสหรัฐฯ – อิหร่าน วันที่ 19 มิ.ย. นี้ ดับความกังวลช่องแคบฮอร์มุซ ดึงราคาสินค้าเกษตรล่วงหน้าร่วงลงเพื่อปรับสมดุลใหม่
- ต้นทุนเคมีภัณฑ์จ่อลดลง: การฟื้นตัวของช่องแคบช่วยปลดล็อกการขนส่งปุ๋ยไนโตรเจนและยูเรีย คาดช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกรในฤดูกาลหน้า
- ตลาดน้ำมันพืชเสียงแตก: น้ำมันถั่วเหลืองร่วงหนักหลังหมดอานิสงส์ไบโอดีเซลตามน้ำมันดิบ ขณะที่น้ำมันปาล์มยังมีความหวังจากกฎหมายบังคับผสมเชื้อเพลิงในประเทศคอยค้ำจุน
ตลาดสินค้าเกษตรปรับฐานราคาใหม่ รับความหวังโลจิสติกส์โลกฟื้นตัว
ศูนย์กลางความสนใจของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนทิศทางจากประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปสู่ความคาดหวังเรื่องการฟื้นตัวของระบบซัพพลายเชนอย่างเต็มตัว หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้ประกาศแผนการร่วมลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดเริ่มเข้ามาประเมินความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) อีกครั้ง แม้ว่าข้อตกลงจะยังไม่ถูกลงนามอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรและยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่ราคาฟิวเจอร์สของสินค้าเกษตรล่วงหน้าได้ตอบรับเชิงลบเป็นลำดับแรก โดยมูลค่าความเสี่ยง (Risk Premium) ที่เคยสะสมอยู่ก่อนหน้านี้เริ่มทยอยปรับตัวลดลง
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ข้อจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นตัวการสำคัญที่ผลักดันให้ต้นทุนโลจิสติกส์ทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ทั้งค่าระวางเรือ (Freight Rate) ค่าประกันภัยทางทะเล และราคาเชื้อเพลิง การทะยานขึ้นของราคาสินค้าเกษตรในช่วงก่อนหน้าจึงไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานด้านดีมานด์และซัพพลายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากต้นทุนเพาะปลูก (Planting Costs) ที่ขยับขึ้นตามเงื่อนไขการขนส่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อภาพการฟื้นตัวของเส้นทางเดินเรือชัดเจนขึ้น ตรรกะการเก็งกำไรของสินค้าเกษตรจึงเปลี่ยนจากการกลัวสินค้าขาดแคลน ไปสู่การรอรับปัจจัยต้นทุนที่กำลังจะดิ่งลง
ส่องผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและปุ๋ยเคมีต่อตลาดธัญพืช
ช่องแคบฮอร์มุซไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของการลำเลียงพลังงานโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อต่อสำคัญในห่วงโซ่การค้า “ปุ๋ยเคมี” ระดับสากล ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่น ปุ๋ยไนโตรเจน, ยูเรีย และแอมโมเนียเหลว ล้วนมีกระบวนการผลิตและการขนส่งที่ผูกติดอยู่กับราคาพลังงานอย่างแนบแน่น เมื่อเส้นทางเดินเรือมีปัญหา ต้นทุนแก๊สธรรมชาติที่พุ่งขึ้นจะดีดราคาปุ๋ยให้แพงตาม ซึ่งเป็นเหตุให้เกษตรกรมีต้นทุนการทำนาและไร่ที่สูงขึ้นจนกลายเป็นฐานค้ำยันให้ราคาธัญพืชยืนระยะในระดับสูง
แต่เมื่อความกังวลเกี่ยวกับระบบขนส่งปุ๋ยเคมีคลี่คลายลง ประสิทธิภาพการกระจายสินค้าที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มปริมาณหมุนเวียนของปุ๋ยในตลาดโลก สำหรับเกษตรกรแล้ว นี่หมายถึงแรงกดดันด้านต้นทุนในฤดูกาลเพาะปลูกถัดไปกำลังจะลดลง โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในหมวดปุ๋ยและน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ราคาธัญพืชสัญญาระยะไกลที่เคยตั้งราคาเผื่อความเสี่ยงไว้สูง เริ่มเกิดการปรับฐานลดส่วนต่างราคาเกินจริง (Premium) ลงมาอย่างเห็นได้ชัด
ตลาดน้ำมันพืชโลกส่อแววเสียงแตก
จากข้อมูลขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า แม้ราคาอาหารโลกโดยรวมจะยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง แต่แนวโน้มราคาเริ่มแยกทางกันชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันพืชที่ปรับตัวลงล่วงหน้าตามทิศทางน้ำมันดิบ
- น้ำมันถั่วเหลืองเผชิญแรงกดดันหนักสุด: เนื่องจากราคาถั่วเหลืองมีความเชื่อมโยงกับภาคพลังงานสูงมาก ในอดีตราคาน้ำมันดิบที่แพงช่วยหนุนแรงจูงใจในการนำน้ำมันถั่วเหลืองไปผลิตไบโอดีเซล แต่เมื่อน้ำมันดิบโลกเริ่มย่อตัว อัตรากำไรของพลังงานทดแทนก็หดตัวลง ทำให้น้ำมันถั่วเหลืองสูญเสียความต้องการซื้อในภาคพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันถั่วเหลืองปรับตัวลดลงรุนแรงกว่าตัวเมล็ดถั่วเหลืองบริสุทธิ์ (Soybean) ที่ยังมีแรงหนุนจากภาคปศุสัตว์และสภาพอากาศพยุงไว้
- น้ำมันปาล์มยังได้นโยบายรัฐอุ้ม: แม้จะได้รับผลกระทบจากทิศทางราคาน้ำมันดิบเช่นกัน แต่น้ำมันปาล์มมีกลไกราคาที่ซับซ้อนกว่า เนื่องจากตลาดกำลังจับตาดูว่าประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ (เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย) จะมีการประกาศเพิ่มสัดส่วนการผสมน้ำมันปาล์มในน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ (Biodiesel Mandate) หรือไม่ ซึ่งหากมาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้จริง ดีมานด์ภายในประเทศจะช่วยชดเชยยอดส่งออกที่ลดลงและกลายเป็นตลับลูกปืนช่วยรองรับไม่ให้ราคาน้ำมันปาล์มดิ่งลงลึก
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

