สรุปเนื้อหาสำคัญ
- หั่นจีดีพีโลกเหลือ 2.5%: ธนาคารโลกปรับลดเป้าการเติบโตปี 2569 ชี้เศรษฐกิจโลกขาดแรงขับเคลื่อนและเข้าสู่ช่วงขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง
- พลังงานแพงทุบซ้ำ: คาดราคาน้ำมันยืนระยะสูงตลอดปี ดันต้นทุนโลจิสติกส์และการผลิตพุ่ง ดับไฟยากเพราะเงินเฟ้อฝังลึก
- ระวังวิกฤตซ้ำซ้อน: ปัจจัยเสี่ยงไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่หากวิกฤตพลังงานจับมือกับตลาดเงินขาดสภาพคล่อง เศรษฐกิจโลกอาจเข้าสู่ภาวะเติบโตหยุดนิ่ง
- กับดักประเทศกำลังพัฒนา: ต้นทุนดอกเบี้ยโลกที่สูงบีบให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ขยายตัวยาก ช่องว่างความมั่งคั่งกับประเทศร่ำรวยขยายกว้างขึ้น
ธนาคารโลกหั่นเป้าการเติบโตทั่วโลก ชี้เครื่องยนต์ศรษฐกิจเริ่มขาดแรงส่ง
รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฉบับล่าสุดจาก ธนาคารโลก (World Bank) ได้ประกาศปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก (Global GDP Growth) ประจำปี 2569 ลงมาอยู่ที่ระดับ 2.5% ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่าโมเมนตัมการขยายตัวของเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังอ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะยังอยู่ในแดนบวก แต่เมื่อเทียบกับสถิติการฟื้นตัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเริ่มสะดุดอย่างเห็นได้ชัด
ธนาคารระบุว่า ปัจจัยลบหลักเกิดจากความผันผวนเรื้อรังในตลาดพลังงาน ความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสภาวะการเงินทั่วโลกที่ตึงตัวอย่างยาวนาน (Tight Financing Conditions) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้ร่วมกันทำลายความเชื่อมั่นในการลงทุนของภาคเอกชนและบีบให้ภาคประชาชนต้องรัดเข็มขัดลดการบริโภค นอกจากนี้ การฟื้นตัวของกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศที่ล่าช้ากว่าคาด ประกอบกับการชะลอตัวของภาคการผลิตในเขตเศรษฐกิจหลัก ยิ่งกลายเป็นตัวฉุดรั้งให้เศรษฐกิจโลกก้าวเข้าสู่ยุค “โตช้า แต่ความผันผวนสูง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่อง 4 ปัจจัยฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจโลก
- การลดลงของประชากรวัยแรงงาน: โครงสร้างประชากรโลกที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วทำให้ขาดแคลนแรงงานขับเคลื่อนภาคผลิต
- ภาวะการลงทุนหดตัว: อัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูงทำให้ต้นทุนทางการเงินแพงขึ้น ภาคธุรกิจจึงชะลอการขยายฐานทุน
- หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น: หลายประเทศเผชิญข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังเนื่องจากต้องแบกรับภาระหนี้เก่าที่สะสมมานาน
- หมดยุคทองของโลกาภิวัตน์: ผลประโยชน์และสิทธิประโยชน์ทางการค้าจากการขยายตัวอย่างไร้พรมแดนในทศวรรษก่อนหน้ากำลังเสื่อมถอยลง
ตลาดพลังงาน: ตัวแปรอันดับหนึ่งที่คอยเติมฟืนไฟเงินเฟ้อ
ธนาคารโลกเน้นย้ำว่า เสถียรภาพด้านอุปทานพลังงานจะเป็นคีย์แวริเอเบิล (Key Variable) ที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจหลังจากนี้ โดยจากการประเมินตามสมมติฐานหลัก คาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกตลอดปี 2569 จะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ทำให้แรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานไม่มีแนวโน้มที่จะบรรเทาลงได้ในระยะสั้น
เมื่อราคาต้นทุนเชื้อเพลิงและแก๊สธรรมชาติยังคงปักหลักอยู่ในระดับสูง ผลกระทบนี้จะส่งผ่านข้ามอุตสาหกรรม (Cost Pass-Through) เข้าสู่ภาคการผลิต ระบบโลจิสติกส์ สายการบิน รวมถึงภาคบริการในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนในที่สุดจะสะท้อนออกมาในรูปของค่าครองชีพ ค่าน้ำมัน และค่าไฟที่แพงขึ้นของประชาชน แม้ว่าปัญหาคอขวดในระบบซัพพลายเชนโลกจะคลี่คลายลงไปมากแล้ว แต่ราคาพลังงานที่สูงลิ่วนี้จะยังคงเป็นแกนหลักที่คอยขับเคลื่อนอัตราเงินเฟ้อให้ฝังลึก และหากการฟื้นตัวของอุปทานน้ำมันทำได้ช้ากว่าที่คิดจนดันราคาน้ำมันให้พุ่งสูงขึ้นไปอีก เศรษฐกิจโลกก็อาจจะเผชิญภาวะช็อกครั้งใหญ่ที่กดดันทั้งผลกำไรธุรกิจและกำลังซื้อของรายย่อยพร้อมกัน
ความเสี่ยงทางการเงิน: เอฟเฟกต์ทับซ้อนที่อาจขยายแผลให้ลึกกว่าเดิม
สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกแสดงความกังวลมากที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องราคาพลังงานแพงเพียวๆ แต่เป็นการเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ระหว่างวิกฤตพลังงานและความผันผวนในตลาดการเงินโลก หากตลาดเกิดภาวะตื่นตระหนกจนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง (Risk-off สลับขั้ว) สภาพคล่องในระบบหดตัว และราคาสินทรัพย์ทั่วโลกดิ่งลงอย่างรุนแรง ภาพรวมการเติบโตอาจจะย่ำแย่ลงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ซึ่งในกรณีเลวร้ายที่สุด (Severe Scenario) การเติบโตของจีดีพีโลกอาจจะทรุดตัวลงจนเกือบเข้าใกล้ภาวะนิ่งสนิท (Stagnation) ความเสี่ยงในยุคนี้เป็นการส่งผ่านความเสี่ยงข้ามตลาดอย่างรวดเร็ว (Cross-Channel Transmission) เมื่อธุรกิจแบกต้นทุนไม่ไหวผลักภาระให้ผู้บริโภค ผู้บริโภคไม่มีเงินก็หยุดใช้จ่าย เมื่อการบริโภคหดตัว ตลาดหุ้นและตลาดสินเชื่อก็สะดุดตาม กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่บั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
กลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รับศึกหนักสุดจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง
แม้ในอนาคตเศรษฐกิจโลกจะสามารถพลิกฟื้นกลับมาได้ แต่ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าอัตราความเร็วในการเติบโตเฉลี่ยจะไม่สามารถหวนคืนสู่ระดับระดับเฉลี่ยของทศวรรษที่ผ่านมาได้อีกแล้ว เนื่องจากติดกับดักเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาที่จะได้รับผลกระทบจากแรงเหวี่ยงนี้รุนแรงที่สุด
รายงานระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่มีความคืบหน้าที่จำกัดมากในการเพิ่มรายได้ต่อหัว (Per Capita Income) การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) และการสะสมทุน ทำให้ช่องว่างการพัฒนาระหว่างประเทศเหล่านี้กับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วขยายกว้างขึ้นอีกครั้ง ยิ่งภายใต้สภาพแวดล้อมที่ต้นทุนการกู้ยืมเงินในตลาดโลกยังคงสูงลิ่วและพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาล (Policy Space) แทบไม่เหลือ หลาย ๆ ประเทศจึงจำเป็นต้องทำใจยอมรับภาวะการเติบโตที่ไร้เรี่ยวแรงไปอีกหลายปีข้างหน้า
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

