สรุปเนื้อหาสำคัญ
- นโยบายพลิกหาทางเหยี่ยว: RBNZ คงดอกเบี้ยที่ 2.25% แบบเสียงแตก โดยกรรมการ 3 ท่านโหวตขึ้นดอกเบี้ยทันที ส่งสัญญาณพร้อมคุมเข้มรอบใหม่
- ความกังวลเงินเฟ้อฝังตัว: คณะกรรมการหวั่นเกรงว่าภาวะราคาแพงจะลามเข้าสู่ระบบการตั้งราคาและค่าแรง จนทำให้เงินเฟ้อกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง
- ยกเพดานดอกเบี้ยเป้าหมาย: ธนาคารกลางปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยระยะยาวขึ้นสู่ระดับ 3.25% ชี้ระดับดอกเบี้ยเดิมต่ำเกินไปที่จะสกัดเงินเฟ้อ
- เทรดเดอร์แห่ปรับพอร์ต: ตลาดปรับเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกรกฎาคมทะลุ 80% และเริ่มเก็งกำไรโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในรอบปีนี้
มติคงดอกเบี้ยแบบเสียงแตก รอยร้าวสายเหยี่ยวโผล่เหนือคาด
ผลการประชุมธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Official Cash Rate) ไว้ที่ระดับ 2.25% ตามเดิม ทว่าถ้อยแถลงและสัญญาณนโยบายการเงินที่ส่งออกมากลับมีความแข็งกร้าว (Hawkish) สวนทางกับที่นักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากก่อนการประชุม ตลาดประเมินน้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้ไว้เพียง 17% และคาดว่า RBNZ จะให้น้ำหนักไปที่การติดตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่า
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตลาดตื่นตระหนกคือ ความเห็นที่แตกแยกอย่างรุนแรงภายในคณะกรรมการนโยบายการเงิน โดยมีกรรมการถึง 3 ท่านที่เสนอให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทันทีในการประชุมครั้งนี้ และต้องอาศัยสิทธิ์การออกเสียงชี้ขาด (Casting Vote) ของประธาน RBNZ แอนนา เบรเมน (Anna Breman) ราคาดอกเบี้ยจึงถูกตรึงไว้ที่เดิม ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการทุกท่านต่างมีความเห็นตรงกันว่า โอกาสในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัด ๆ ไปกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บ่งชี้ว่า RBNZ กำลังเตรียมปูทางสู่การคุมเข้มนโยบายในระยะอันใกล้
ข้อถกเถียงระหว่างตัวเลขเศรษฐกิจซบเซาและความเสี่ยงเงินเฟ้อฝังลึก
ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศนิวซีแลนด์ไม่ได้มีความแข็งแกร่ง ภาคการบริโภคของประชาชนยังคงชะลอตัว ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา และผลประกอบการของภาคธุรกิจถูกกดดันจนทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ส่งผลให้ภาคเอกชนเริ่มปรับลดแผนการจ้างงานและชะลอการลงทุน ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว อัตราว่างงานที่สูงขึ้นและตลาดแรงงานที่คลายตัวควรช่วยลดแรงกดดันฝั่งอุปสงค์และดึงให้เงินเฟ้อปรับตัวลดลงตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่กรรมการฝ่ายหนึ่งต้องการให้รอดูสถานการณ์ไปก่อน
อย่างไรก็ตาม กรรมการอีกฝั่งกลับมีความกังวลอย่างรุนแรงว่า แรงกดดันด้านราคาในระยะสั้นอาจส่งผ่านเข้าไปในข้อตกลงการเจรจาค่าจ้าง การตั้งราคาของภาคธุรกิจ และการคาดการณ์เงินเฟ้อของภาคประชาชน ซึ่งสิ่งทีน่ากลัวที่สุดสำหรับธนาคารกลางไม่ใช่การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานชั่วคราว แต่คือการที่สังคมเริ่มยอมรับและคุ้นชินกับสภาวะเงินเฟ้อสูงในระยะยาว เพราะหากทัศนคติดังกล่าวฝังรากลึก ต่อให้เศรษฐกิจจะชะลอตัวลง เงินเฟ้อก็จะไม่ยอมปรับลดลงตามกลไกปกติ
ปรับเพิ่มคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายขนานใหญ่
นอกจากมติดอกเบี้ยแล้ว RBNZ ยังได้ทำการปรับปรุงเส้นทางคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคต (Interest Rate Path) ใหม่ทั้งหมด โดยทางธนาคารกลางได้ทำการปรับเพิ่มระดับเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุด (Terminal Rate) ขึ้นจากเดิม และส่งสัญญาณว่ากรอบเวลาการเริ่มต้นปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจมาถึงเร็วกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้
จากข้อมูลประมาณการล่าสุด ตลาดการเงินประเมินว่า RBNZ พร้อมที่จะเปิดฉากปรับขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ในช่วงกลางปีนี้ โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 3.25% สะท้อนให้เห็นว่าผู้กำหนดนโยบายได้ทำการประเมินระดับอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลาง (Neutral Rate) ใหม่ และมองว่าระดับดอกเบี้ยในปัจจุบันต่ำเกินไปจนไม่สามารถสกัดกั้นความเสี่ยงของเงินเฟ้อในเวลานี้ได้
ตลาดเงินปรับตัวรับระบบดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่
ภายหลังการประชุมสิ้นสุดลง ตลาดการเงินได้ตอบรับด้วยการปรับสัดส่วนการเก็งกำไรในทันที โดยดัชนี Interest Rate Swaps สะท้อนว่านักลงทุนได้เพิ่มค่าน้ำหนักความเป็นไปได้ที่ RBNZ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมนี้สูงเกินกว่า 80% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องหลายครั้งในช่วงปลายปี โดยเทรดเดอร์บางส่วนคาดการณ์ว่า RBNZ อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยรวมกันถึง 4 ครั้งก่อนเริ่มต้นปีหน้า แม้ว่าการเคลื่อนไหวของตลาดจะเร็วกว่ากำหนดการในใจของธนาคารกลางไปบ้าง แต่ทิศทางภาพใหญ่เด่นชัดแล้วว่า RBNZ เลือกที่จะจัดลำดับความสำคัญให้กับการสกัดกั้นคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ให้หลุดการควบคุม มากกว่าการประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

