สรุปเนื้อหาสำคัญ
- ลัดขั้นตอนสร้างภาษีใหม่: ทำเนียบขาวเลี่ยงบาลีหลังศาลสั่งคว่ำภาษีเดิม หันมาชูประเด็น “แรงงานบังคับ” เป็นเกราะกำบังในการรีดภาษีรอบใหม่
- โครงสร้างภาษีแบบแยกเกรด: บังคับใช้ภาษีต่างกันตามรายประเทศ โดยอินเดีย-ญี่ปุ่น-บราซิลโดน 12.5% ขณะที่กลุ่ม EU-สหราชอาณาจักรโดน 10%
- บีบปรับซัพพลายเชน: สอดแทรกเงื่อนไขลดหย่อนภาษีหากคู่ค้ายอมเพิ่มยอดสั่งซื้อสินค้าและวัตถุดิบสิ่งทอจากสหรัฐฯ
- ชนวนเงินเฟ้อและการตอบโต้: คาดมาตรการนี้จะถูกนำมาเสียบแทนภาษีชั่วคราวที่จะหมดอายุปลายเดือน ก.ค. เสี่ยงดันต้นทุนสินค้านำเข้าพุ่งซ้ำเติมเงินเฟ้อสหรัฐฯ และกระตุ้นการฟอกเงินตอบโต้จากทั่วโลก
สหรัฐฯ เร่งจัดระเบียบโครงสร้างภาษีใหม่ หวังคุมเกมซัพพลายเชนโลก
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำพิพากษาว่านโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรขนานใหญ่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ขาดฐานอำนาจทางกฎหมายรองรับ ส่งผลให้มาตรการภาษีบางส่วนที่ถูกเรียกว่า “วันปลดปล่อยภาษี” (Tariff Liberation Day) ต้องถูกยกเลิกอย่างเป็นทางการ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ระบบภาษีปกป้องการค้า (Trade Protectionism) ที่ทำเนียบขาวพยายามสร้างขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาต้องหยุดชะงักลง ทว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้ชะลอการบังคับใช้มาตรการกำแพงภาษีลงแต่อย่างใด แต่กลับเร่งหาข้ออ้างทางนโยบายใหม่ ๆ เพื่อเร่งสร้างระบบจัดเก็บภาษีชุดใหม่ขึ้นมาทดแทน เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศและช่วงชิงความได้เปรียบในสมรภูมิห่วงโซ่อุปทานโลก
ล่าสุด สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ประกาศรื้อฟื้นการสอบสวนทางการค้าพิเศษ โดยนำประเด็นเรื่อง “ปัญหาแรงงานบังคับ” (Forced Labor) มาเป็นฐานอำนาจและข้ออ้างในการรีดภาษีรอบใหม่ ซึ่งครอบคลุมประเทศคู่ค้าหลักกว่า 60 แห่งทั่วโลก ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ โดยฝั่งสหรัฐฯ อ้างว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้ยังขาดประสิทธิภาพในการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน การบังคับใช้กฎหมายแรงงาน และการติดตามสินค้าที่ละเมิดข้อบังคับ จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการภาษีศุลกากรเพื่อยกระดับมาตรฐานการค้า ท่าทีดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่าสหรัฐฯ กำลังใช้ประเด็นด้านแรงงานและซัพพลายเชนเป็นเครื่องมือบังหน้าเพื่อขยายขอบเขตการจำกัดทางการค้าให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
เปิดโครงสร้างภาษีแบบแยกเกรด (Tiered Tariffs) พ่วงเงื่อนไขบีบซื้อวัตถุดิบสหรัฐฯ
ความน่าสนใจของมาตรการภาษีชุดนี้คือการยกเลิกรูปแบบเดิมที่เป็นการปรับขึ้นภาษีในอัตราเดียวกันทั้งหมด (Flat Rate) แล้วเปลี่ยนมาใช้ “ระบบภาษีแบบแบ่งเกรดตามรายประเทศ” (Tiered Tariff System) โดยสามารถแบ่งกลุ่มประเทศผู้นำเข้าได้ดังนี้:
- กลุ่มอัตราภาษีระดับสูง (12.5%): ครอบคลุม 45 ประเทศคู่ค้าหลัก นำโดย อินเดีย ญี่ปุ่น และบราซิล ซึ่งสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะถูกจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นในอัตรานี้ทันที
- กลุ่มอัตราภาษีพื้นฐาน (10%): ครอบคลุม 16 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ นำโดย สหภาพยุโรป (EU) สหราชอาณาจักร แคนาดา และเม็กซิโก เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่ากลุ่มนี้ได้เริ่มกระบวนการปรับปรุงและให้คำมั่นสัญญาในการแก้ไขปัญหาในบางมิติแล้ว
นอกจากความต่างด้านอัตราภาษีแล้ว แผนการใหม่นี้ยังสอดแทรกเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ โดยระบุให้สินค้ากลุ่มเนื้อวัว กาแฟ และมะเขือเทศได้รับการยกเว้นภาษีชั่วคราว ขณะที่ “กลุ่มสินค้าสิ่งทอ” (Textiles) ถูกวางไว้เป็นหมากสำคัญในการแลกเปลี่ยน โดยสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอว่า หากคู่ค้าประเทศใดขยายยอดการสั่งซื้อวัตถุดิบสิ่งทอหรือสินค้าสำเร็จรูปจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น จะสามารถยื่นขอสิทธิ์ลดหย่อนภาษีศุลกากรในหมวดหมู่นี้ได้ สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การจัดเก็บภาษี แต่กำลังใช้มาตรการนี้บีบให้เกิดการรื้อโครงสร้างและแบ่งเค้กห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่ให้ตนเองได้ประโยชน์สูงสุด
สหรัฐฯ อ้างปกป้องแรงงานในประเทศ ขณะคู่ค้าทั่วโลกขู่ฟ้องกลับ
เกรต้า กรีเออร์ (Greta Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เน้นย้ำว่า บริษัทต่างชาติบางแห่งอาศัยข้อได้เปรียบจากการกดมาตรฐานแรงงานให้ต่ำเพื่อหั่นต้นทุนการผลิต ซึ่งเป็นการทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตสหรัฐฯ และส่งผลเสียต่อตลาดแรงงานในประเทศ ทำเนียบขาวจึงเชื่อว่าการใช้กำแพงภาษีเพื่อเพิ่มต้นทุนสินค้าที่ละเมิดเกณฑ์จะช่วยสร้างความสมดุลให้แก่บรรยากาศการค้าโลกได้
อย่างไรก็ดี คู่ค้าส่วนใหญ่ปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยฝั่งสหภาพยุโรป (EU) แถลงโต้กลับว่ามาตรการของสหรัฐฯ ขาดฐานรองรับภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมย้ำว่าทั้งสองฝ่ายเคยมีข้อตกลงทางการค้าร่วมกันอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่ควรมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยกระดับกำแพงภาษีขึ้นมาฝ่ายเดียว (Unilateral Action) ขณะที่สหราชอาณาจักรและอินเดียต่างแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง โดยมองว่าสหรัฐฯ กำลังนำประเด็นทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง (Economic Politicization) และบางประเทศเริ่มเปิดฉากหารือถึงมาตรการตอบโต้ทางกฎหมายและมาตรการภาษีสลับข้าง (Retaliatory Tariffs) บ้างแล้ว
ซ้ำเติมเงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มความผันผวนให้ซัพพลายเชนโลก
ในความเป็นจริง ปัจจุบันสหรัฐฯ ยังคงบังคับใช้มาตรการภาษีชั่วคราวทั่วโลกที่อัตรา 10% ซึ่งเป็นมาตรการขัดตาทัพที่นำมาใช้หลังจากระบบภาษีเดิมถูกศาลสั่งคว่ำ โดยมีแผนเดิมที่จะทยอยปรับขึ้นสู่ระดับ 15% ตามลำดับ ทว่ามาตรการชั่วคราวดังกล่าวจะสิ้นสุดอายุการบังคับใช้ใน ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า แผนการจัดเก็บภาษีภายใต้ข้ออ้างแรงงานบังคับฉบับใหม่นี้ ถูกดันขึ้นมาเพื่อเตรียมเสียบยอดรับไม้ต่อจากภาษีชั่วคราวที่จะหมดอายุลงนั่นเอง
นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากโครงสร้างภาษีใหม่นี้มีผลบังคับใช้จริง ต้นทุนการนำเข้าของสหรัฐฯ จะดีดตัวขึ้นทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องลามไปถึงราคาพลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค และวัตถุดิบในภาคการผลิต ท่ามกลางภาวะที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่จะดีดตัวขึ้นซ้ำ การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้านำเข้าอาจกลายเป็นเชื้อไฟที่เร่งแรงกดดันด้านค่าครองชีพให้สูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น หากประเทศคู่ค้าหลักเปิดฉากใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า สภาพแวดล้อมการค้าโลกจะกลับเข้าสู่สภาวะตึงเครียดรอบใหม่ บีบให้บริษัทข้ามชาติต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการวางแผนซัพพลายเชนและการลงทุนในระยะยาว
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

