สรุปเนื้อหาสำคัญ
- ตัวเลข NFP หักปากกาเซียน: สหรัฐฯ เพิ่มการจ้างงาน 172,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม พร้อมปรับเพิ่มตัวเลขเดือนก่อนหน้า ชี้เศรษฐกิจยังแกร่งและกระจายตัวในหลายหมวดหมู่อุตสาหกรรม
- อัตราเลิกจ้างต่ำค้ำระบบ: แม้ต้นทุนพลังงานและดอกเบี้ยจ่ายกู้ยืมจะสูง แต่บริษัทส่วนใหญ่เน้นการเก็บรักษาพนักงานและชะลอการปลดพนักงานล็อตใหญ่ ช่วยพยุงการบริโภคภายในประเทศ
- ค่าจ้างยังโตสูงหนุนเงินเฟ้อ: ค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงโต 3.4% สวนทางเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% เสี่ยงกลายเป็นต้นทุนแฝงบีบธุรกิจผลักภาระราคาให้ผู้บริโภคปลายทางต่อเนื่อง
- ดอลลาร์แกร่งทุบราคาทองคำ: คาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ยหดหายอย่างรวดเร็ว หนุนดอลลาร์สหรัฐและบอนด์ยีลด์พุ่งแรง กดดันสัญญาทองคำเผชิญแรงเทขายแม้มีข่าวความเสี่ยงเลบานอนเข้ามาแทรกแซง
สหรัฐฯ เปิดตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) พุ่ง 172,000 ตำแหน่ง หักปากกาเซียนทั่วโลก
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนพฤษภาคม ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์ในวอลล์สตรีทประเมินไว้เป็นอย่างมาก โดยมีการเพิ่มขึ้นของตำแหน่งงานสูงถึง 172,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขการจ้างงานของเดือนเมษายนยังถูกปรับทบทวนเพิ่มขึ้น (Upward Revision) ขนานใหญ่ สะท้อนให้เห็นว่ามุมมองเชิงลบก่อนหน้านี้ที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่สภาวะชะลอตัวลงอย่างรุนแรงนั้นเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ขณะที่อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 4.3% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม ติดต่อกัน ยืนยันถึงเสถียรภาพที่แข็งแกร่งของตลาดแรงงาน
เมื่อแยกแยะโครงสร้างของการจ้างงานในรอบนี้ พบว่าการเติบโตไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่มอย่างภาคการแพทย์และสาธารณสุขเหมือนช่วงก่อนหน้า แต่ตรวจพบสัญญาณการฟื้นตัวของการเปิดรับสมัครงานในกลุ่มอุตสาหกรรมที่แปรผันตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclical Industries) อย่างเด่นชัด เช่น ภาคการก่อสร้าง, ภาคการผลิต, ระบบโลจิสติกส์การขนส่ง และภาคการค้าระหว่างประเทศ การกระจายตัวของอุปสงค์แรงงานที่ขยายวงกว้างเช่นนี้ เป็นสิ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างจากภายใน (Organic Growth Drivers) ที่ทรงประสิทธิภาพ
สยบความกลัวเลิกจ้างขนานใหญ่ ภาคธุรกิจเลือกตรึงกำลังแรงงานรับมือความไม่แน่นอน
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ตลาดทุนทั่วโลกตกอยู่ภายใต้ความวิตกกังวลว่า ปัจจัยลบจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และข่าวการทยอยปลดพนักงานของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่บางแห่ง จะลามเข้ามาบั่นทอนความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานในภาพรวม ท่ามกลางภาวะต้นทุนทางการเงินและการกู้ยืมที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ดี ตัวเลขชุดล่าสุดนี้พิสูจน์แล้วว่าความเสี่ยงดังกล่าวยังไม่ได้สร้างความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างการจ้างงานหลัก แม้ว่าในกลุ่มธุรกิจการบินและเทคโนโลยีบางส่วนจะมีการเลิกจ้างพนักงานอยู่บ้าง แต่ขอบเขตผลกระทบยังอยู่ในวงจำกัด ขณะที่อัตราการปลดพนักงาน (Layoff Rates) ในระดับประเทศยังคงปักหลักอยู่ใกล้เคียงกับสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะ “เก็บรักษาพนักงานเดิมไว้” (Labor Hoarding) เพื่อรองรับความผันผวนของอุปสงค์ในอนาคต
สอดคล้องกับดัชนีตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) ที่ยังคงแกว่งตัวในกรอบที่มั่นคงและไม่มีสัญญาณการเร่งตัวขึ้นอย่างผิดปกติ แม้ว่าแรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบ ต้นทุนพลังงาน และดอกเบี้ยจ่ายจะบีบคั้นกรอบกำไรของบริษัทต่าง ๆ แต่ภาคธุรกิจเลือกที่จะใช้วิธีควบคุมค่าใช้จ่ายด้านอื่น ๆ แทนการปลดพนักงานล็อตใหญ่ สภาพแวดล้อมตลาดแรงงานในปัจจุบันจึงมีลักษณะ “การจ้างงานใหม่เติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป, อุปสงค์ตำแหน่งงานเปิดรับยังขยายตัว และอัตราการเลิกจ้างอยู่ในเกณฑ์ต่ำ” ซึ่งความสมดุลนี้เป็นเกราะกำบังชั้นดีที่ช่วยหนุนให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นสูง (Economic Resilience)
ค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมง (Average Hourly Earnings) ทรงตัวแดนบน ชนวนเหตุเงินเฟ้อดื้อยา
นอกเหนือจากจำนวนตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้น ดัชนีค่าจ้างของแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแสดงแรงส่งที่เหนียวแน่น โดยอัตราค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงประจำเดือนพฤษภาคม เติบโตขึ้น 3.4% เมื่อเทียบรายปี และขยับขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน แม้ว่าอัตราการเติบโตจะชะลอตัวลงมาจากจุดสูงสุดในช่วงวิกฤตเงินเฟ้อรอบแรก แต่ระดับการเติบโตในปัจจุบันยังคงยืนอยู่สูงกว่ากรอบตัวเลขที่สอดคล้องกับเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ
ในมุมหนึ่ง การเติบโตของค่าจ้างช่วยรักษาอำนาจซื้อที่แท้จริงของครัวเรือน ช่วยบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูง และกลายเป็นแรงหนุนทางอ้อมให้แก่ภาคการค้าปลีก, อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และภาคบริการ แต่อีกมุมหนึ่ง การเพิ่มขึ้นของต้นทุนแรงงานอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้นักวิเคราะห์กังวลว่า กระบวนการกดเงินเฟ้อให้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายจะใช้เวลายาวนานขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีการเร่งเม็ดเงินลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) พ่วงกับราคาพลังงานที่แพง ต้นทุนรวมของภาคการผลิตที่พุ่งสูงจะบีบให้บริษัทต่าง ๆ ต้องส่งผ่านภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปสู่ราคาสินค้าและบริการปลายทาง ยิ่งทำให้เงินเฟ้อฝังลึกยาวนานขึ้น
ตลาดรื้อสมการนโยบายการเงินใหม่: ดอลลาร์พุ่ง-กดดันทองคำร่วงเผชิญแรงเทขาย
การรายงานตัวเลขตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งเกินคาดในครั้งนี้ ส่งผลให้สมการคาดการณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) พลิกหน้ามือเป็นหลังมือทันที กลุ่มนักลงทุนที่เคยสกัดสถานะและวางเดิมพันว่าเฟดจำเป็นต้องเร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่ออุ้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ต่างรีบถอนระดับการคาดการณ์ดังกล่าวออกไป ส่งผลให้ตลาดหันกลับมาประเมินฉากทัศน์ “Higher for Longer” หรือการตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงยาวนานกว่าที่คาด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury Yields) และดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ทะยานขึ้นพร้อมกันเพื่อรับรู้ปัจจัยนี้
ในฝั่งภูมิรัฐศาสตร์ แม้ว่าจะมีกระแสข่าวความตึงเครียดรอบใหม่ในตะวันออกกลาง หลังจากที่ฝั่งเลบานอนแสดงท่าทีปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งตามปกติควรจะเป็นปัจจัยหนุนสินทรัพย์ปลอดภัย ทว่าในรอบวันนี้น้ำหนักของตัวเลข Non-Farm Payrolls ที่แข็งแกร่งกลับทรงอิทธิพลเหนือตลาดมากกว่า ส่งผลให้ราคาทองคำ (XAUUSD) เผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก (Selling Pressure) จากการแข็งค่าของดอลลาร์และการดีดตัวของยีลด์พันธบัตร ปัจจุบันสปอตไลท์ของนักลงทุนทั่วโลกได้ย้ายไปจับตาการประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งหากดัชนีเงินเฟ้อยังคงปรับตัวสูงขึ้น ความเป็นไปได้ที่เฟดจะตรึงดอกเบี้ยสูงลากยาว หรือแม้กระทั่งการเปิดฉากอภิปรายเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม (Further Tightening) จะกลับเข้ามาเป็นทางเลือกหลักบนโต๊ะประชุมทันที
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

