นี่คือสรุปข่าวเด่นจาก Moneta Markets ประจำวันที่ 13 มีนาคม 2569 ครับ วันนี้โลกการค้าต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อสหรัฐฯ ตัดสินใจเปลี่ยนท่าทีจากการใช้อำนาจฉุกเฉินมาเป็นการใช้กฎหมายการค้าที่เข้มข้นที่สุดอย่าง มาตรา 301 (Section 301) เพื่อจัดการกับสิ่งที่เขามองว่าคือภาวะกำลังการผลิตล้นเกินของโลกครับ
สรุปเนื้อหาสำคัญ
- สหรัฐฯ เริ่มสอบสวนมาตรา 301 กับ 15 ประเทศรวมถึงไทย เพื่อแก้ปัญหาผลิตล้นเกินในกลุ่ม EV และชิป
- เปลี่ยนจาก “มาตรการฉุกเฉิน” มาเป็น “กฎหมายสถาบัน” เพื่อความมั่นคงทางคดี
- มีการเก็บภาษีชั่วคราว 10% เป็นเวลา 150 วัน เพื่อรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการ
- ตลาดมองว่านี่คือสัญญาณบีบให้บริษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิตเข้าสู่สหรัฐฯ (Onshoring)
1. สหรัฐฯ เปลี่ยนแผน: เลิกใช้มาตรการฉุกเฉิน หันมาใช้กฎหมายสถาบัน หลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่าภาษีที่อ้างอำนาจฉุกเฉินของทรัมป์ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ทำเนียบขาวต้องแก้เกมด่วน:
- เลือกใช้มาตรา 301: เป็นกฎหมายการค้าปี 1974 ที่มีกระบวนการสอบสวนชัดเจน ฟังความรอบด้าน ทำให้มีความมั่นคงทางกฎหมายสูงมาก ยากที่ใครจะฟ้องล้มได้ในภายหลัง
- เป้าหมายชัด: มุ่งเป้าไปที่ “ภาวะกำลังการผลิตล้นเกิน” ในประเทศคู่ค้าที่ได้รับอุดหนุนจากภาครัฐจนส่งผลกระทบต่อธุรกิจในสหรัฐฯ
2. ใครคือเป้าหมาย? และอุตสาหกรรมไหนเสี่ยงสุด? สหรัฐฯ ประกาศรายชื่อ 15 เขตเศรษฐกิจที่จะถูกสืบสวน ซึ่งมีชื่อของ “ไทย” ติดโผอยู่ด้วยร่วมกับยักษ์ใหญ่อย่าง EU, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้:
- EV & แบตเตอรี่: อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าคือเป้าหมายเบอร์หนึ่ง
- เซมิคอนดักเตอร์: ชิปประมวลผลที่เป็นหัวใจของเทคโนโลยีโลก
- พลังงานสะอาด: แผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์พลังงานทางเลือกต่างๆ
3. มาตรการคั่นเวลา: ภาษี 10% นาน 150 วัน ในระหว่างที่การสืบสวนมาตรา 301 ดำเนินไป (ซึ่งมักใช้เวลา 6-12 เดือน) สหรัฐฯ ไม่ยอมเสียเวลาฟรีครับ:
- มาตรา 122: สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีนำเข้า 10% ทั่วโลกเป็นการชั่วคราวเพื่อเป็น “สะพาน” รอจนกว่าผลสอบสวนมาตรา 301 จะออกมาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลและการวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้ถือเป็นคำแนะนำด้านการลงทุนหรือการเงิน Moneta Markets ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล และไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ที่อาจเกิดจากการนำข้อมูลไปใช้งาน ผู้อ่านควรใช้ดุลยพินิจและพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน

