นักลงทุนและนักเทรดมือใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการเทรด ไม่ว่าจะหุ้นไทย ทองคำ Forex หรือตลาดสกุลเงินดิจิทัล คำเจอบ่อยมากคือ “Bullish” และ “Bearish” หลายคนคิดว่าเป็นศัพท์เทคนิคที่ดูเท่ จริงๆ แล้วสองคำนี้คือหัวใจสำคัญของการอ่านทิศทางตลาดเลยนะ เพราะมันช่วยให้คุณมองภาพรวมออกว่า ตอนนี้ควรซื้อ ถือ หรือรอจังหวะให้ตลาดนิ่งกว่านี้ก่อนวันนี้เราจะพาคุณเจาะลึกความหมายของ Bullish ที่มา และวิธีนำมาใช้วางแผนเทรดแบบนักเทรดมืออาชีพ พร้อมเปรียบเทียบกับ Bearish แบบเห็นภาพ เพื่อให้คุณพร้อมรับมือทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง
Bullish แปลว่าอะไร
Bullish ในบริบทการเงินและการเทรด หมายถึงสภาวะที่เชื่อว่าราคาสินทรัพย์กำลังปรับตัวขึ้น หรือมีแนวโน้มขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากได้ยินนักวิเคราะห์มองทองคำเป็น Bullish นั่นหมายถึงเขาคาดว่าราคาจะขึ้น และเป็นโอกาสเข้าซื้อเพื่อทำกำไรตามเทรนด์
ที่มาของคำว่า Bull หรือ “กระทิง”
ที่มาของคำนี้เรียบง่ายแต่ความหมายชัด กระทิงโจมตีด้วยการ “ขวิดขึ้น” ลองนึกภาพเขากระทิงที่งัดจากล่างขึ้นบน คุณจะเห็นภาพเดียวกับกราฟที่กำลังปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไมขาขึ้นถึงถูกเรียกว่า Bullish สำหรับผู้ที่อยากทำความเข้าใจเพิ่มเติม Investopedia เขียนอธิบายเกี่ยวกับ Bullish และ Bearish ได้อย่างละเอียด และเป็นแหล่งข้อมูลของเรา
Bullish Sentiment ต่างจาก Bull Market อย่างไร
แม้อาจจะดูคล้ายกัน แต่สองคำนี้มีการใช้งานที่ต่างกันนิดหน่อย
- Bullish Sentiment คือ “มุมมองเชิงบวก” ของนักลงทุนที่เชื่อว่าราคาจะขึ้น (อาจะระยะสั้นหรือยาว)
Bull Market คือ “สภาวะตลาด” ที่ราคาปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โดยมักจะพิจารณาว่าตลาดเข้าสู่ Bull Market เมื่อดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นมากกว่า 20% จากจุดต่ำสุดก่อนหน้า
ลักษณะสำคัญของตลาดกระทิง Bull Market
การจะสรุปว่าตลาดเป็นกระทิง (Bull Market) จริง ๆ ไม่ใช่การดูแค่วันสองวัน แต่ต้องมีสัญญาณสำคัญหลายอย่าง
- ราคาสินทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง กราฟราคาจะทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) และจุดต่ำสุดที่ยกตัวสูงขึ้น (Higher Low) อย่างต่อเนื่องเป็นเทรนด์ชัดเจน
- ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสูง นักลงทุนมีความกล้าที่จะเสี่ยง เม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดทุนและสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น เพราะเชื่อว่าซื้ออะไรก็กำไร
- ปริมาณการซื้อขายหนาแน่น วอลุ่มการซื้อขายจะเพิ่มสูง แสดงถึงความสนใจของมวลชน
- ปัจจัยหนุนทางเศรษฐกิจ: ในตลาดหุ้น ตลาดกระทิงมักจะมาพร้อมกับเศรษฐกิจที่เติบโต GDP เป็นบวก อัตราการว่างงานต่ำ และบริษัทจดทะเบียนมีผลประกอบการที่ดี
ลองนึกว่าช่วงที่เศรษฐกิจดีจริงๆ คุณจะรู้สึกว่าซื้ออะไรก็ขึ้น นั่นคือลักษณะของตลาดกระทิงที่แท้จริง
เปรียบเทียบ Bullish vs Bearish เข้าใจตลาดกระทิงและตลาดหมีแบบกระจ่าง
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น มาลองเทียบแบบตัวต่อตัวระหว่าง Bullish และ Bearish เราสรุปข้อแตกต่างสำคัญระหว่างสองสภาวะตลาดมาให้แล้ว
| หัวข้อ | ตลาดกระทิง (Bullish / Bull Market) | ตลาดหมี (Bearish / Bear Market) |
| ทิศทางราคา | ขาขึ้น | ขาลง |
| จิตวิทยานักลงทุน | มองโลกดี, อยากซื้อ | กังวล, อยากขาย |
| พฤติกรรมเทรด | เน้นการเข้าซื้อ (Buy / Long) | เน้นการขายทำกำไรหรือขายชอร์ต (Sell / Short) |
| ภาวะเศรษฐกิจ | เติบโต, ว่างงานต่ำ | ชะลอ, ว่างงานสูง |
| กลยุทธ์หลัก | ซื้อแล้วถือ | ถือเงินสดหรือ Short |
ลองสังเกตตลาดช่วงข่าวแรง เช่นข่าว CPI เราจะเห็นพฤติกรรมเหล่านี้เด่นชัดขึ้นทันที
เทคนิคการทำกำไร ในตลาดกระทิง (Bullish)
เมื่อวิเคราะห์แล้วมองว่าตลาดมีแนมโน้ม Bullish กลยุทธ์หลักคือการเปิดสถานะซื้อ (Long Position) หรือเพื่อหวังขายแพงกว่าในอนาคต เหมาะกับตลาดที่กำลังสร้างจุดสูงสุดใหม่ และมีแรงซื้อหนุนต่อเนื่อง
ตัวอย่างกลยุทธ์เข้าซื้อ
- หุ้นไทย (SET) หากคุณ Bullish ต่อกลุ่มหุ้นธนาคาร คุณอาจจะเข้าซื้อหุ้น KBANK หรือ SCB ในราคาปัจจุบัน และถือรอให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว
- ทองคำ (Gold Spot/Futures) ทองคำเป็นสินทรัพย์ยอดนิยมของคนไทย หากกราฟราคาทองคำโลก (XAU/USD) ส่งสัญญาณ Bullish จากปัจจัยความไม่สงบ นักเทรดอาจเปิดสถานะ Long ใน Futures หรือ CFD เพื่อเก็งกำไรส่วนต่างราคา
- ตลาดสกุลเงินดิจิทัล Bitcoin (BTC) กำลังเข้าสู่รอบ Halving และเกิดสภาวะ Bullish Sentiment คุณสามารถเข้าซื้อ BTC บนกระดานเทรดเพื่อรอขายที่ราคาสูงกว่า
ข้อควรระวัง แม้ตลาดจะ Bullish แต่คุณไม่ควรหลับหูหลับตาซื้อทันที ควรหาจังหวะเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวในแนวโน้มขาขึ้น เพื่อความได้เปรียบทางต้นทุน
ปัจจัยที่ทำให้เกิด Bullish Sentiment ในตลาด
อะไรคือปัจจัยที่กระตุ้นให้ตลาดเปลี่ยนจากภาวะซึมมาคึกคัก การเข้าใจปัจจัยขับเคลื่อน จะช่วยให้นักเทรดจับสัญญาณ Bullish ได้ก่อนใคร
1. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ
- อัตราดอกเบี้ย หากธนาคารกลาง (เช่น FED หรือ ธปท.) มีนโยบายลดอัตราดอกเบี้ย จะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง เพราะต้นทุนการกู้ยืมต่ำลง กระตุ้นให้เกิดการลงทุน
- การเติบโตของ GDP การขยายตัวของ GDP บริษัทมีกำไรมากขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น
2. ปัจจัยทางจิตวิทยา
- ความเชื่อมั่นผู้บริโภค เมื่อคนกล้าจับจ่ายใช้สอย เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจดี
- พฤติกรรมแห่ตามกัน ในตลาดกระทิง มักจะเกิดภาวะ FOMO (Fear of Missing Out) เกิดขึ้นเมื่อเห็นคนรอบตัวกำไรกันเป็นแถว
3. ปัจจัยเฉพาะของไทย
สำหรับตลาดหุ้นไทย ปัจจัยที่มักกระตุ้น Bullish Sentiment ได้แก่ การประกาศงบประมาณภาครัฐ การเลือกตั้ง หรือการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักของเรา
ข้อสงวนสิทธิ์: เนื้อหานี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำด้านการเงิน การลงทุน หรือวิชาชีพใด ๆ ข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ปรากฏไม่ควรตีความว่าเป็นคำแนะนำหรือการชักชวนจาก Moneta Markets หรือผู้เขียน ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลด้วยตนเองและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระก่อนตัดสินใจลงทุน

